จันทรภาณุ
กษัตริย์จันทรภาณุ ศรีธรรมาโศกราช ยกทัพเรือจากชายฝั่งคาบสมุทรตามพรลิงค์ ซึ่งปัจจุบันอาจจะอยู่ที่กระบี่ หรือ กันตัง ข้ามมหาสมุทรอินเดียไปเกาะลังกา ตรงกับ พ.ศ. 1790 กองทัพศรีธรรมาโศก สิริธัมมนคร ข้ามสมุทรมุ่งหักตีนครตัมบาเดนิยะ (Dambadeniya) เมืองหลวงอาณาจักรชาวสิงหลลังกาในยุคนั้น
การเดินทางของกองเรือจันทรภาณุ ควรจะอยู่ในช่วงเดือนธันวาคม-มกราคม ในยุคโน้น ระบบปฏิทินสิงหลเป็นระบบจันทรคติ เอาว่าช่วงการเคลื่อนทัพยังไงก็ต้องต้นฤดูมรสุมตะวันออกเฉียงเหนือ ที่มีลมหนาวพัดแรงข้ามอ่าวเพื่อพาเรือจากคาบสมุทรไปยังลังกาได้ หากออกเรือล่าไป ตรงกับกุมภา-มีนา ลมจะอ่อนลง
การเดินทางเรือระยะทางขนาดร่วมๆ 2,000 กิโลเมตร ใช้เวลาราว 2 สัปดาห์ สำหรับผู้คนในท้องทะเลย่านนี้ไม่ได้แปลกประหลาดอะไร เพราะการเดินทางเชื่อมโยงอารยธรรมฮินดูข้ามมายังหมู่เกาะสมุทรา ดำเนินต่อเนื่องมาหลายศตวรรษแล้ว ก่อเกิดบุโรพุทโธ ก่อเกิดศรีวิชัย เมืองพระนครไปถึงฝั่งเวียดนามแดนจามปา ส่งออกลัทธิความเชื่อเทวะพราหมณ์และพุทธมหายานยังดินแดนอาคเนย์มานานนม
การยกทัพเรือศรีธรรมาโศกข้ามไป ก็แค่อีกการเดินทางบนเส้นทางที่บรรพบุรุษชาวทะเลสมุทราคุ้นเคย
ดินแดนลังกาในระหว่างนั้นเกิดการสู้รบกันภายใน อาณาจักรโปฬลนารุวะ เปลี่ยนกษัตริย์ถึง 10 องค์ในเวลา 19 ปี จนปรากรมพาหุที่ 2 ต้องย้ายเมืองหลวงไปอยู่ที่เมืองภูเขา ตัมบาเดนิยะ
กองทัพจันทรภาณุ ยกไปถึงลังกาช้าไป เพราะชาวสิงหลของปรากรมพาหุที่ 2 ได้ขับไล่ผู้รุกรานชาวกลิงคะได้แล้ว อาณาจักรเริ่มเป็นปึกแผ่น
ชาวสิงหลลังกา เรียกทัพเรือศรีธรรมาโศกที่ข้ามจากคาบสมุทรตามพรลิงค์ ว่า "ชาวชวา" หรือ ชวากะ ในยุคโน้น ชาวน้ำตามหมู่เกาะด้านตะวันตกของท้องทะเลใหญ่ถูกเรียกว่าชาวชวาทั้งสิ้น ทัพของจันทรภาณุถูกบันทึกว่าเป็นกองทัพผู้รุกรานชาวชวากะ ใช้ลูกดอกอาบยาพิษเป็นอาวุธ เรียกร้องขอให้ส่งมอบ พระทันตธาตุศักดิ์สิทธิ์ของชาวลังกา หรือ พระเขี้ยวแก้ว (Tooth Relic) และ บาตรพระพุทธเจ้า (Bowl Relic)
ของศักดิ์สิทธิ์ที่ว่า ไม่ใช่แค่ศาสนบูชาหรอก เพราะในจักรวาลทัศน์ โลกของพุทธเถรวาทใหม่ที่ศรีลังกาสถาปนาขึ้น ของศักดิ์สิทธิ์นี้เป็นอาณัติแห่งจักรพรรดิราชองค์เอกอัครศาสนูปถัมภก
ยกให้ก็หมายถึง ยกตำแหน่งกษัตริย์ยิ่งใหญ่หนึ่งเดียวให้กับผู้รุกราน พระเพราะเขี้ยวแก้วเป็น "สัญลักษณ์ทางการเมือง" ผู้ครองพระเขี้ยวแก้วย่อมอ้างสิทธิ์เป็นมหาราชได้
กองทัพตัมปาเดนิยะ ส่งเจ้าชายวีระพาหุ หลานชายของกษัตริย์ปรากรมพาพุที่ 2 ออกรบกับชวากะผู้รุกราน ได้รับชัยชนะ ทัพของจันทรภาณุพ่ายแพ้ ยกพลข้ามทะเลใหญ่กลับยังคาบสมุทรตามพรลิงค์ ในปีนั้น
กองทัพเรือของจันทรภาณุ คงจะหนีการไล่ล่า สามารถข้ามสมุทรเดินทางกลับได้สะดวก เพราะเป็นจังหวะเปลี่ยนลมมรสุม เป็นตะวันตกเฉียงใต้พอดี
ปกติลมมรสุมตะวันตกจะเริ่มพัดในเดือนพฤษภาคมหรืออย่างช้าก็มิถุนายน
หากว่าทัพศรีธรรมาโศกตามพรลิงค์ ออกจากฝั่งกระบี่/ตรัง เดือนธันวาคม ราวๆ กลางมกราคมถึงฝั่งลังกา เดินเท้าเข้าไปยังนครภูเขาตัมปาเดนิยะและเผชิญกับข้าศึกใช้เวลาอีกราวเดือน หากว่ามีการเผชิญหน้าและสู้รบกัน มีนาคม-เมษายน การถอยร่นมายังฝั่งทะเลและเดินทางกลับก็จังหวะที่ลมมรสุมเปลี่ยนพอดี
เป็นจังหวะที่สอดคล้องดินฟ้าดีจันทรภาณุ และกองทัพนครศรีธรรมาโศก
พระเจ้าจันทรภาณุกลับมายังนครศรีธรรมาโศกตามพรลิงค์ ปกครองสร้างสรรระบบบ้านเมืองศาสนาพุทธเถรวาทลังกาวงศ์เป็นปึกแผ่นยาวนาน 15 ปี พระบรมธาตุนครศรีธรรมราช ทรงลังกาโอคว่ำที่ยาวนานมาถึงปัจจุบันคงจะสร้างขึ้นในระหว่างนั้น
หลังจาก 15 ปีผ่านไป ถึงพ.ศ. 1806 (1262) กองทัพเรืออันยิ่งใหญ่ของกษัตริย์จันทรภาณุก็ยาตราข้ามสมุทรไปยังเกาะลังกาอีกคำรบ ประกาศอ้างสิทธิ์ธรรมของมหาจักรพรรดิราชธรรมราชา อ้างสิทธิ์บนบัลลังก์สิงหล และสิทธิ์ในการครอบครองทันตธาตุเขี้ยวแก้ว และบาตรศักดิ์สิทธิ์ ของตัมปาเดนิยะ
อันที่จริงในระหว่าง 15 ปีแห่งการสร้างความแข็งแกร่งให้กับเมืองนคร สิริธรรมราชตามพรลิวงค์ จนเป็นศูนย์กลางอารยธรรมพุทธลังกาในเอเชียคเนย์ พระเจ้าจันทรภาณุ ก็ไม่หยุดคิดแม้แต่วันเดียวที่จะกลับไปยึดเกาะลังกา ครองอำนาจในฐานะกษัตริย์ที่นั่น ก่อนจะยาตราทัพนาวีใหญ่ก็ได้เดินมากยึดครองดินแดนตอนเหนือของเกาะที่เรียกว่าจาฟนา เกลี้ยกล่อมชาวสิงหลมาร่วม และอ้างสิทธิ์ครอบครองพระทันตธาตุเขี้ยวแก้ว บาตรศักดิ์สิทธิ์ของสำคัญของจักรวาลทัศน์พุทธเถรวาทลังกาวงศ์
ทำไมจันทรภาณุไม่หยุดแค่คาบสมุทรนครศรีธรรมราช ?
เพราะการยกไปครั้งนั้นยุติลงที่การถูกสังหารและไม่แน่ว่า กองทัพยิ่งใหญ่ของตามพรลิงค์สิบสองนักษัตรที่ข้ามสมุทรไป พลอยวอดวายไปด้วย
หลังพ.ศ. 1806 ที่กองทัพเรือจันทรภาณุศรีธรรมาโศก กษัตริย์ผู้อ้างสิทธิ์ธรรม ธรรมราชา+อโศกราชันย์ สูญสลาย อาณาจักรตามพรลิงค์และเมืองสิบสองนักษัตรก็พลอยเลือนลางตาม ...
ในปีนั้น พ่อขุนบานเมือง พ่อขุนรามคำแหง ของกลุ่มชนชาวเผ่าไท ใช้ภาษาไท แห่งสุโขทัยเริ่มเติบโตขึ้นมา เป็นพละกำลังให้กับพ่อขุนศรีอินทราทิตย์ สร้างบ้านแปงเมืองอยู่ทางทิศเหนือไกลโพ้น
จันทรภาณุ ถูกลบชื่อเลือนหายไป อาณาจักรสูญสลายได้ แต่ศาสนจักรยังปักหลักมั่นคง
เขียน: บัณรส บัวคลี่
ภาพ : เจมิไนAI
#เพจแกล้มเหล้า
กษัตริย์จันทรภาณุ ศรีธรรมาโศกราช ยกทัพเรือจากชายฝั่งคาบสมุทรตามพรลิงค์ ซึ่งปัจจุบันอาจจะอยู่ที่กระบี่ หรือ กันตัง ข้ามมหาสมุทรอินเดียไปเกาะลังกา ตรงกับ พ.ศ. 1790 กองทัพศรีธรรมาโศก สิริธัมมนคร ข้ามสมุทรมุ่งหักตีนครตัมบาเดนิยะ (Dambadeniya) เมืองหลวงอาณาจักรชาวสิงหลลังกาในยุคนั้น
การเดินทางของกองเรือจันทรภาณุ ควรจะอยู่ในช่วงเดือนธันวาคม-มกราคม ในยุคโน้น ระบบปฏิทินสิงหลเป็นระบบจันทรคติ เอาว่าช่วงการเคลื่อนทัพยังไงก็ต้องต้นฤดูมรสุมตะวันออกเฉียงเหนือ ที่มีลมหนาวพัดแรงข้ามอ่าวเพื่อพาเรือจากคาบสมุทรไปยังลังกาได้ หากออกเรือล่าไป ตรงกับกุมภา-มีนา ลมจะอ่อนลง
การเดินทางเรือระยะทางขนาดร่วมๆ 2,000 กิโลเมตร ใช้เวลาราว 2 สัปดาห์ สำหรับผู้คนในท้องทะเลย่านนี้ไม่ได้แปลกประหลาดอะไร เพราะการเดินทางเชื่อมโยงอารยธรรมฮินดูข้ามมายังหมู่เกาะสมุทรา ดำเนินต่อเนื่องมาหลายศตวรรษแล้ว ก่อเกิดบุโรพุทโธ ก่อเกิดศรีวิชัย เมืองพระนครไปถึงฝั่งเวียดนามแดนจามปา ส่งออกลัทธิความเชื่อเทวะพราหมณ์และพุทธมหายานยังดินแดนอาคเนย์มานานนม
การยกทัพเรือศรีธรรมาโศกข้ามไป ก็แค่อีกการเดินทางบนเส้นทางที่บรรพบุรุษชาวทะเลสมุทราคุ้นเคย
ดินแดนลังกาในระหว่างนั้นเกิดการสู้รบกันภายใน อาณาจักรโปฬลนารุวะ เปลี่ยนกษัตริย์ถึง 10 องค์ในเวลา 19 ปี จนปรากรมพาหุที่ 2 ต้องย้ายเมืองหลวงไปอยู่ที่เมืองภูเขา ตัมบาเดนิยะ
กองทัพจันทรภาณุ ยกไปถึงลังกาช้าไป เพราะชาวสิงหลของปรากรมพาหุที่ 2 ได้ขับไล่ผู้รุกรานชาวกลิงคะได้แล้ว อาณาจักรเริ่มเป็นปึกแผ่น
ชาวสิงหลลังกา เรียกทัพเรือศรีธรรมาโศกที่ข้ามจากคาบสมุทรตามพรลิงค์ ว่า "ชาวชวา" หรือ ชวากะ ในยุคโน้น ชาวน้ำตามหมู่เกาะด้านตะวันตกของท้องทะเลใหญ่ถูกเรียกว่าชาวชวาทั้งสิ้น ทัพของจันทรภาณุถูกบันทึกว่าเป็นกองทัพผู้รุกรานชาวชวากะ ใช้ลูกดอกอาบยาพิษเป็นอาวุธ เรียกร้องขอให้ส่งมอบ พระทันตธาตุศักดิ์สิทธิ์ของชาวลังกา หรือ พระเขี้ยวแก้ว (Tooth Relic) และ บาตรพระพุทธเจ้า (Bowl Relic)
ของศักดิ์สิทธิ์ที่ว่า ไม่ใช่แค่ศาสนบูชาหรอก เพราะในจักรวาลทัศน์ โลกของพุทธเถรวาทใหม่ที่ศรีลังกาสถาปนาขึ้น ของศักดิ์สิทธิ์นี้เป็นอาณัติแห่งจักรพรรดิราชองค์เอกอัครศาสนูปถัมภก
ยกให้ก็หมายถึง ยกตำแหน่งกษัตริย์ยิ่งใหญ่หนึ่งเดียวให้กับผู้รุกราน พระเพราะเขี้ยวแก้วเป็น "สัญลักษณ์ทางการเมือง" ผู้ครองพระเขี้ยวแก้วย่อมอ้างสิทธิ์เป็นมหาราชได้
กองทัพตัมปาเดนิยะ ส่งเจ้าชายวีระพาหุ หลานชายของกษัตริย์ปรากรมพาพุที่ 2 ออกรบกับชวากะผู้รุกราน ได้รับชัยชนะ ทัพของจันทรภาณุพ่ายแพ้ ยกพลข้ามทะเลใหญ่กลับยังคาบสมุทรตามพรลิงค์ ในปีนั้น
กองทัพเรือของจันทรภาณุ คงจะหนีการไล่ล่า สามารถข้ามสมุทรเดินทางกลับได้สะดวก เพราะเป็นจังหวะเปลี่ยนลมมรสุม เป็นตะวันตกเฉียงใต้พอดี
ปกติลมมรสุมตะวันตกจะเริ่มพัดในเดือนพฤษภาคมหรืออย่างช้าก็มิถุนายน
หากว่าทัพศรีธรรมาโศกตามพรลิงค์ ออกจากฝั่งกระบี่/ตรัง เดือนธันวาคม ราวๆ กลางมกราคมถึงฝั่งลังกา เดินเท้าเข้าไปยังนครภูเขาตัมปาเดนิยะและเผชิญกับข้าศึกใช้เวลาอีกราวเดือน หากว่ามีการเผชิญหน้าและสู้รบกัน มีนาคม-เมษายน การถอยร่นมายังฝั่งทะเลและเดินทางกลับก็จังหวะที่ลมมรสุมเปลี่ยนพอดี
เป็นจังหวะที่สอดคล้องดินฟ้าดีจันทรภาณุ และกองทัพนครศรีธรรมาโศก
พระเจ้าจันทรภาณุกลับมายังนครศรีธรรมาโศกตามพรลิงค์ ปกครองสร้างสรรระบบบ้านเมืองศาสนาพุทธเถรวาทลังกาวงศ์เป็นปึกแผ่นยาวนาน 15 ปี พระบรมธาตุนครศรีธรรมราช ทรงลังกาโอคว่ำที่ยาวนานมาถึงปัจจุบันคงจะสร้างขึ้นในระหว่างนั้น
หลังจาก 15 ปีผ่านไป ถึงพ.ศ. 1806 (1262) กองทัพเรืออันยิ่งใหญ่ของกษัตริย์จันทรภาณุก็ยาตราข้ามสมุทรไปยังเกาะลังกาอีกคำรบ ประกาศอ้างสิทธิ์ธรรมของมหาจักรพรรดิราชธรรมราชา อ้างสิทธิ์บนบัลลังก์สิงหล และสิทธิ์ในการครอบครองทันตธาตุเขี้ยวแก้ว และบาตรศักดิ์สิทธิ์ ของตัมปาเดนิยะ
อันที่จริงในระหว่าง 15 ปีแห่งการสร้างความแข็งแกร่งให้กับเมืองนคร สิริธรรมราชตามพรลิวงค์ จนเป็นศูนย์กลางอารยธรรมพุทธลังกาในเอเชียคเนย์ พระเจ้าจันทรภาณุ ก็ไม่หยุดคิดแม้แต่วันเดียวที่จะกลับไปยึดเกาะลังกา ครองอำนาจในฐานะกษัตริย์ที่นั่น ก่อนจะยาตราทัพนาวีใหญ่ก็ได้เดินมากยึดครองดินแดนตอนเหนือของเกาะที่เรียกว่าจาฟนา เกลี้ยกล่อมชาวสิงหลมาร่วม และอ้างสิทธิ์ครอบครองพระทันตธาตุเขี้ยวแก้ว บาตรศักดิ์สิทธิ์ของสำคัญของจักรวาลทัศน์พุทธเถรวาทลังกาวงศ์
ทำไมจันทรภาณุไม่หยุดแค่คาบสมุทรนครศรีธรรมราช ?
เพราะการยกไปครั้งนั้นยุติลงที่การถูกสังหารและไม่แน่ว่า กองทัพยิ่งใหญ่ของตามพรลิงค์สิบสองนักษัตรที่ข้ามสมุทรไป พลอยวอดวายไปด้วย
หลังพ.ศ. 1806 ที่กองทัพเรือจันทรภาณุศรีธรรมาโศก กษัตริย์ผู้อ้างสิทธิ์ธรรม ธรรมราชา+อโศกราชันย์ สูญสลาย อาณาจักรตามพรลิงค์และเมืองสิบสองนักษัตรก็พลอยเลือนลางตาม ...
ในปีนั้น พ่อขุนบานเมือง พ่อขุนรามคำแหง ของกลุ่มชนชาวเผ่าไท ใช้ภาษาไท แห่งสุโขทัยเริ่มเติบโตขึ้นมา เป็นพละกำลังให้กับพ่อขุนศรีอินทราทิตย์ สร้างบ้านแปงเมืองอยู่ทางทิศเหนือไกลโพ้น
จันทรภาณุ ถูกลบชื่อเลือนหายไป อาณาจักรสูญสลายได้ แต่ศาสนจักรยังปักหลักมั่นคง
เขียน: บัณรส บัวคลี่
ภาพ : เจมิไนAI
#เพจแกล้มเหล้า

ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น