ตอน
: นักข่าว
ที่ว่าการอำเภอเขาชัยสนวันนี้คึกคักเป็นพิเศษขนาดที่รถยนต์หลายสิบคันต้องหาที่จอดภายนอกรั้วด้วยวันนี้ทางกรมศิลปากรมาตั้งโต๊ะรับซื้อทองคำในราคาแพงกว่าทองรูปพรรณตามท้องตลาดเพราะเป็นทองที่มีคุณค่าทางโบราณคดี ผู้สื่อข่าวหลายสำนักถือกล้องวิดีโอเดินกันว่อนบริเวณหน้าอาคารห้องประชุม เจ้าหน้าที่ตำรวจราว 20 นายยืนรักษาการณ์ดูแลความเรียบร้อย อาสาสมัครอป.พร.ในชุดกากีอ่อนเป่านกหวีดโบกรถที่แยกทางเข้าทำให้บรรยากาศยิ่งดูไม่ปกติธรรมดา
ที่โต๊ะยาวภายในโรงอาหารหลังอำเภอ จอน
- ณขจร จันทรา หนุ่มหน้าคมอายุอานามเกิน 30 ปีคิ้วหนาดวงตากลมใหญ่ ใบหน้ามีไรหนวดเคราประดับเพิ่มลักษณะบึกบึนเพิ่มความรู้สึกเป็นชายฉกรรจ์กลางแจ้งมากยิ่งขึ้นกำลังก้มหน้าก้มตาตักขนมจีนน้ำยาใส่ปากด้วยความหิวโหย
เมื่อเช้ามืดวันนี้เขาแบกกล้องมากับทีมอีกสองคนออกเดินทางจากหาดใหญ่ถึงที่นี่ก่อนแปดโมงทีมข่าวของ
สำนักข่าวเทียนธรรมออนไลน์ ทั้งสามมาถึงแล้วยังไม่ทันได้พักก็ต้องเริ่มทำงานทันทีเพราะมีชาวบ้านทยอยนำทองคำที่พบมาคืนให้ทางการไม่ขาดสาย
ต้องแยกย้ายไปถ่ายทำและสัมภาษณ์ผู้คนกว่าจะได้พักก็เลยเวลาเที่ยงแล้ว
ทีมงานสองคนกินเสร็จไปแล้วเดินกลับไปยังอาคารที่ว่าการส่วนชายหนุ่มยังขอกินต่อ
สั่งขนมจีนจานที่สามเข้าสู่ท้องด้วยความหิวโหย
ขนมจีนน้ำยาเจ้านี้อร่อยเผ็ดร้อนตามแบบฉบับพื้นเมืองปักษ์ใต้
ว่ากันว่าแม่ค้ามีสูตรพิเศษปั่นเนื้อกั้งจากทะเลสาบผสมลงในน้ำแกงเป็นร้านขนมจีนที่ขึ้นชื่อลือชาของพัทลุงอีกร้านหนึ่ง
จอนกวาดอาหารคำสุดท้ายเข้าปากแล้วยกแก้วน้ำเย็นสาดลงคอดับความเผ็ด
คิดในใจรอดตายไปอีกมื้อ อาชีพของเขาไม่อนุญาตให้กินนอนเป็นเวลาเหมือนใครอื่น
เขาฝึกตัวเองโดยอัตโนมัติเมื่อถึงเวลาได้กินจะต้องบรรจุอาหารลงไปให้เต็มที่เพราะไม่แน่ว่าจะได้กินมื้อต่อไปเวลาใด
นี่ไม่ใช่สุขนิสัยที่ดีเขารู้ แต่มันจำเป็น
ควักกระเป๋าจ่ายเงินให้แม่ค้าแล้วชายหนุ่มเอื้อมหยิบกระเป๋าบรรจุกล้องและอุปกรณ์ขึ้นมาสะพาย
เดินลูบท้องตรงไปทางด้านหน้าอำเภอมุ่งหน้าไปที่อาคารหอประชุมซึ่งมีชาวบ้านอยู่ที่นั่น
ตั้งใจจะถามหาตัวเถ้าแก่ไฉร้านทองในตลาดเพราะได้ข่าวว่าแกได้ของมีค่าไปจากงานนี้หลายรายการ
ทันใดนั้นนักข่าวหนุ่มก็สังเกตเห็นรถตรวจการสีดำแล่นเข้ามาในเขตรั้วอำเภอ
สายตาที่ถูกฝึกมาจับไปที่ป้ายทะเบียนสีฟ้า ตัวอักษร “ท” ปรากฏหราอยู่บ่งบอกว่านี่เป็นรถของทูตานุทูตประเทศใดประเทศหนึ่ง
รถคันนั้นแล่นตรงไปที่ด้านหน้าอาคารที่ว่าการอำเภอ มีคนลงจากรถมาสามคนแล้วก็เดินตรงเข้าไปในอาคารทันที
จมูกเหยี่ยวของเขาได้กลิ่นข่าวสารโชยมา
จอนขยับร่างกายเปลี่ยนทิศทางโดยสัญชาติญาณสองเท้ามุ่งหน้าไปยังอาคารที่ว่าการอำเภอแทนที่จะเป็นห้องประชุมที่กำหนดไว้เดิม
เหลียวซ้ายขวาดูชั้นล่างไม่มีต้องอยู่ชั้นบนเป็นแน่ พอขึ้นบันไดจนสุดขั้นสายตาก็ทันเห็นคณะของอาคันตุกะผู้มาเยือนกำลังเข้าไปในห้องของนายอำเภอ
จอนขยับตัวปรี่เข้าไปใกล้ทันพอสังเกตเห็นว่าภายในห้องมีผู้ตรวจราชการกระทรวงวัฒนธรรมและเจ้าหน้าที่ระดับสูงของกรมศิลปากรนั่งรออยู่แล้ว
ปลัดอำเภอหนุ่มที่หน้าห้องประชุมเห็นนักข่าวโผล่มาจากบันไดแล้วปรี่ตรงมาก็พอจะเดาได้ว่าขึ้นมาเพราะสาเหตุใด
รีบปิดประตูแล้วยิ้มรับพร้อมกับทำหน้าที่เป็นนายทวาร
“ขอโทษครับ
เข้าไปไม่ได้ครับ”
“ครับ...ไม่เข้า...เอ่อ...คณะทูตจากที่ไหนเหรอพี่” จอนเรียกปลัดหนุ่มว่าพี่เป็นการให้เกียรติทั้งๆ
ที่รู้ว่าหนุ่มหน้าอ่อนคนนี้เยาว์วัยกว่า
ปลัดอำเภอหนุ่มน้อยเพิ่งจบยังไม่มีประสบการณ์มากพอจะตอบคำถามจากสื่อมวลชนโดยตรงด้วยเกรงว่าจะถูกตำหนิจากผู้บังคับบัญชา
ลังเลอยู่เล็กน้อยจึงเอ่ยตอบอย่างระมัดระวัง
“ผมว่ารอถามจากท่านนายอำเภอดีไหมครับ
ผมเองก็ไม่รู้อะไรเหมือนกัน”
จอนยิ้มให้กับปลัดอำเภอหนุ่มน้อย...บอกกับตนเองโดยพลันว่าคงจะไม่ได้
“อะไร” เพิ่มเติมจากจุดตรงนี้แล้วต้องไปหาจากแหล่งอื่น
จึงตอบไป “ถ้าอย่างนั้นประเดี๋ยวผมกลับมา
รอท่านนายอำเภอว่างก่อน” แล้วก็หมุนตัวลงบันไดลงไปโดยไม่ชักช้า
เมื่อมาถึงด้านล่างจอนชะโงกออกไปด้านนอกมองหารถยนต์ตรวจการสีดำคันใหญ่ป้ายทะเบียนสีฟ้าคันนั้นทั่วทั้งลานจอดด้านหน้าแต่ไม่เจอด้วยเหตุที่จอดรถแน่นขนัดอยู่แล้ว
เขาไม่ละความพยายามเดินไปด้านหลังสอดส่ายสายตาค้นหาไม่นานนักเขาก็พบเจ้ารถสีดำคันนั้นจอดนิ่งสงบอยู่หน้าบ้านพักนายอำเภอตรงมุมด้านในซึ่งเป็นเขตหวงห้ามรถทั่วไปเข้าไปไม่ได้
จุดตรงนั้นเป็นปากประตูเข้าบ้านพอดี “คงเป็นใครสักคนบอกให้จอดได้เพราะคนธรรมดาไม่มีใครกล้าขวางทางเข้าบ้านของนายอำเภอ” จอนคิดในใจ
สายตากลมใหญ่ของชายหนุ่มจ้องไปที่รถคิ้วเข้มขมวดลงเพราะเหมือนรถจะปิดล็อกประตูไว้
เขาเดินอ้อมมาที่ด้านหน้ารถกวาดมองที่ป้ายและเครื่องหมายต่างๆ บนกระจกหน้า
เห็นป้ายอนุญาตเข้าเขตกระทรวงการต่างประเทศของไทยเขียนไว้ชัดเจนว่าสำหรับรถของสถานทูตจีนก็พลันนักข่าวหนุ่มก็บรรลุเป้าหมายของความอยากรู้เบื้องต้น
“อ๋อ...ที่แท้สถานทูตจีน”
คำถามที่ผุดขึ้นในใจทันทีในลำดับถัดไปก็คือ “คนพวกนี้มาทำไม”
เป้าหมายที่เขาอยากคุยด้วยลำดับต่อไปคือพนักงานขับรถคันนี้
เขากวาดตามองบริเวณรอบๆ อีกครั้ง นั่นยังไง...เจอแล้ว! ชายวัยกลางคนผมสั้นสวมชุดซาฟารีรองเท้าหนังเป็นมันวาวเรียบร้อยนั่งเหยียดขากางแขนอยู่ที่ม้านั่งตรงมุมบ้านนายอำเภอ
ไม่ต้องมีพิธีรีตองเกริ่นนำอะไรมาก จอนตรงดิ่งไปพร้อมกับส่งยิ้มทอดไมตรีให้ก่อน
“หวัดดีพี่...พี่มากับรถท่านทูตเหรอครับ”
ชายคนนั้นรีบกุลีกุจอรับไหว้ เปลี่ยนท่านั่งจากเหยียดยาวทอดอารมณ์มาเป็นตัวตรงสำรวมขึ้น
จอนรู้ว่านี่เป็นการเริ่มโอกาสของเขา ประสบการณ์ในการลงสนามข่าวพบปะผู้คนมากมายบอกให้เขารู้ว่าจะต้องปฏิบัติเช่นไรจึงจะได้
“ข้อมูล”
ที่ต้องการชิงเป็นฝ่ายรุกเข้าทำ
“ผมเพิ่งลงมาจากชั้นบนอำเภอเห็นนายอำเภอกับท่านผู้ตรวจคุยกับคณะท่านทูตเมื่อกี้นี้เอง...พี่มากับคณะทูตจีนนี่ใช่ไหม” จอนเน้นย้ำคำว่าทูตจีนเพื่อจะยืนยันข้อมูลที่ได้มา
เขาคนนั้นพยักหน้ารับ “ครับ” สั้นๆ เพราะไม่รู้ว่าจะตอบอะไรต่อ แต่สำหรับจอนคำสั้นๆ คำนี้คือการยืนยันข้อมูลข่าว
“ท่านทูตมาหรือเปล่าพี่” จอนถามลอยๆ
อีกฝ่ายส่ายหน้าแต่ไม่พูดอะไรตอบกลับ....จอนไม่ลดละความพยายามชวนคุยต่อนำเสนอประเด็นที่น่าจะเป็นจุดเริ่มต้นให้การสนทนาสืบต่อไปได้
“ผมเป็นนักข่าวพี่
มาทำข่าวเรื่องชาวบ้านขุดทอง เมื่อเช้าเอามามอบให้กรมศิลปากรราวสามสิบบาทได้กระมัง
คิดเป็นเงินหลายแสน...พี่มาทำไมเหรอ มาดูทองหรือเปล่า ให้ผมพาไปดูไหมใกล้ๆ นี่เอง” ชายหนุ่มชวนคุยพร้อมกับยิงคำถามพร้อมข้อเสนอที่เป็นเป้าหมายทั้งจริงลวงปนกัน
สารถีวัยกลางคนยังไม่ไว้ใจหนุ่มผมยาวที่จู่ๆ มาชวนคุยเท่าใด
แต่ก็ยินดีจะคุยในสิ่งที่ตนอยากรู้เช่นกันเพราะข่าวนี้เป็นข่าวใหญ่ครึกโครมอีกทั้งเมื่อตะกี้ก็เพิ่งลงพื้นที่มา
จึงตอบไป
“ผมพาคณะท่านมา...เอ่อขับรถให้น่ะ...ก็มาเรื่องดูทองที่เขาขุดนี่แหละ....เห็นเขาว่าแผ่นทองมีประทับตัวอักษรจีนด้วยหรือ” พนักงานขับรถเริ่มแหย่ถามประเด็นที่ตนอยากรู้เหมือนกัน
“มีสิพี่...แบบหลอมเป็นก้อนแล้ว
แบบเป็นทองรูปพรรณ แล้วก็แบบเป็นแผ่น
เห็นว่าแบบที่เป็นแผ่นที่เขาเอามาคืนเมื่อเช้ามีอักษรจีนที่พี่ว่าด้วย” จอนรีบตอบกลับไป รู้สึกว่าช่องที่ปิดตันแต่แรกเริ่มขยายถ่างขึ้น
นี่คงเป็นจุดเริ่มต้นที่ดี
สารถีประจำสถานทูตเริ่มสนใจข้อมูลจากอีกฝ่ายเพราะเมื่อกี้ขณะที่คณะเจ้านายลงไปคุยกับตำรวจตนก็แอบได้ยินการพยายามซักถามถึงแผ่นทองที่มีอักษรจีนประทับอยู่หยกๆ
จึงถือโอกาสซักถามข้อมูลเพิ่มเติมจากนักข่าวผู้มาชวนคุย
“มีเยอะไหมแบบที่เป็นแผ่นที่มีภาษาจีน”
“หลายแผ่นอยู่นาพี่...
ผมไม่แน่ใจยังไม่ได้สัมภาษณ์ผู้ตรวจเลย ก็ท่านยังคุยกับคณะจีนของพี่ยังไง ผมก็ต้องรอให้คณะพวกพี่กลับก่อน” จอนตอบแบบสบายๆ ทอดกายเหยียดขาไปพลาง ที่จริงเขาก็ได้ยินชาวบ้านพูดกันว่ามีทองที่มีอักษรแบบนี้หลายแผ่นแต่ที่เขาเห็นกับตาก็แผ่นเดียวเมื่อเช้าเช่นกัน
"พี่มาตั้งไกลมีน้ำกินหรือยัง ไปหาน้ำกินที่โรงอาหารโน่นกันไหมพี่"
"พี่มาตั้งไกลมีน้ำกินหรือยัง ไปหาน้ำกินที่โรงอาหารโน่นกันไหมพี่"
“อยู่ไม่นานหรอกเดี๋ยวก็คงกลับแล้วล่ะเพราะต้องไปหาดใหญ่ต่อ” คำตอบนี้เป็นสัญญาณของได้ต่อการสนทนายืดออกไปอีก
“อ๋อ...ไปนอนหาดใหญ่
ผมก็มาจากหาดใหญ่พี่ ว่างส่งเจ้านายแล้วผมพาไปเที่ยวได้นา” จอนขยับตีสนิท
ชายวัยกลางคนยิ้ม...ไม่รู้จะตอบรับหรือปฏิเสธดี
“อ้าว...แล้วพวกคณะทูตเจ้านายพี่เขาไม่อยากไปดูสถานที่จุดที่ขุดพบเหรอพี่
อุตส่าห์มาทั้งที” จอนแหย่ทีเล่นทีจริงแต่ประสงค์ข้อมูลสำคัญซ่อนไปในคำถามนั้น
“ไปที่โน่นกันมาแล้วเมื่อสาย
แล้วค่อยต่อมาที่นี่”
คนขับรถประจำสถานทูตตอบพร้อมกับเผลอเหยียดขาทิ้งตัวพิงพนักเก้าอี้ตามสบายขึ้น จอนแอบยิ้มในใจได้ข้อมูลมาหนึ่งประเด็นแล้วก็ชวนคุยต่อ
“ดีๆ
ครับพี่ ผมมาที่นี่ลงพื้นที่สามวันติดแล้ว ไปคุยกับชาวบ้านแถวนั้นหมดแล้ว
เขาขายกันก้อนละสามแสนก็มี ที่เจอนะมีมากกว่าที่เอามาคืน ผมบอกพี่ตรงๆ เลย
บางคนกลัวจะถูกตามได้ไปสามแผ่นเอามาขายคืนแผ่นเดียวกันเหนียวเผื่อใครไปฟ้อง” จอนเล่าเรื่อยๆ เมื่อเห็นคู่สนทนาสนใจ
“น้องเป็นคนหาดใหญ่เหรอ” อีกฝ่ายถาม
“เปล่าพี่
ผมคนนครฯ ไปทำงานหาดใหญ่บ้านอยู่หาดใหญ่”
“ทำข่าวอะไร”
“สำนักข่าวเทียนธรรมออนไลน์ครับพี่
เมื่อก่อนเคยทำทีวีด้วยแต่ลาออก แบบว่าผมมันพวกรักอิสระน่ะครับแล้วก็มาอยู่สำนักข่าวนี้..แล้วพวกพี่มากันกี่คน”
จอนลองแหย่ลองเชิงว่าคู่สนทนาเป็นคนเช่นไรเพราะเขาเห็นกับตาว่ามีคนลงจากรถไปแค่สามคน
“สามคน...เป็นเลขาทูตอยู่กรุงเทพคนหนึ่งที่เหลืออีกสองมาจากเมืองจีน” นายสารถีตอบ
“โอ้โฮ...มาจากเมืองจีนเลย”
จอนร้องอุทานเสียงสูง...คราวนี้จอนไม่ได้แกล้ง ชายหนุ่มรู้สึกประหลาดใจขึ้นมาจริงๆ
ที่รัฐบาลจีนถึงกับส่งคนมาดูเรื่องการขุดพบทองคำโบราณที่จังหวัดพัทลุง
“พี่ผมถามตรงๆ
เหอะ ที่เจ้านายพี่เขามาเป็นเพราะแผ่นทองคำที่ขุดพบนี่มาจากเมืองจีนเหรอ”
ชายวัยกลางคนผู้เป็นสารถีประจำสถานทูตส่ายหน้า
ตอบกลับอย่างตรงไปตรงมา
“ไม่รู้เหมือนกัน
แต่เหมือนเขาสนใจเรื่องนี้มากทีเดียว”
“พี่ไปหาดใหญ่กี่วัน
ผมถามจริงเผื่อพาเที่ยว” จอนเอ่ยข้อเสนอออกไปเพราะนิสัยของเขาชมชอบคบหาผู้คนหลากหลายวงการและไม่จำกัดชนชั้น
เขาถือหลักว่าวันหนึ่งเพื่อนเหล่านี้สามารถจะเป็นแหล่งข่าวสำคัญได้ คนขับรถผู้นี้ตรงไปตรงมาเหมาะจะคบหายืดยาวได้ต่อ
“ไม่รู้ว่ากี่วันเขาให้เตรียมชุดมา
4-5 ชุด
พรุ่งนี้ไปกินข้าวที่กงสุลจีนประจำสงขลาแต่กลับมานอนหาดใหญ่เหมือนว่าเขาอยากจะอยู่จนเรื่องเสร็จ
ไม่มีกำหนดกลับ..เอ่อ เรื่องไปเที่ยวกลางคืนส่งนายนอนแล้วคงออกมาได้” นายสารถีตอบจริงจัง
“ดีเลยพี่...จะได้พาเที่ยวสักคืน...อ้อ...พี่ชื่ออะไรผมจอน”
“ฮาๆ ไม่ต้องพาไปเที่ยวหรอกแค่แนะผมว่าจะหาซื้อไก่ย่างกอและได้ที่ไหน คราวก่อนมากินติดใจไม่หาย ผมชื่อเวทย์”
"อ๋อ ไก่ย่างอิสลาม ที่มีน้ำซอสแดงๆ ใช่ไหมพี่ มีขายหลายแห่งผมก็ชอบกินเหมือนกัน ว่าพลางจอนก็หยิบนามบัตรพร้อมเบอร์โทรศัพท์ติดต่อส่งให้เพื่อนใหม่ต่างวัยที่เพิ่งรู้จักแล้วก็เก็บเบอร์ติดต่อของอีกฝ่ายไว้
การพูดคุยสัพเพเหระหลังจากนั้นทำให้นักข่าวหนุ่มแดนใต้ได้ข้อมูลเพิ่มเติมว่าชาวจีนคณะนี้เลือกเดินทางโดยรถยนต์เพื่อจะได้สามารถเดินทางไปมาและเห็นสภาพแวดล้อมของพื้นที่ได้ง่ายกว่าทางเครื่องบิน
ทั้งที่สามารถจะบินมาลงหาดใหญ่และใช้รถของสถานกงสุลจีนประจำสงขลาได้แต่เขาไม่เลือกวิธีนี้
ส่วน เวทย์ ตั้งความหวังว่าเพื่อนใหม่นักข่าวคนท้องถิ่นที่คุยถูกคอกันวันนี้อาจจะช่วยให้งานของเขาและเจ้านายสะดวกขึ้นเพราะดูท่าทางจอนนั้นกว้างขวางคล่องแคล่วรู้จักพื้นที่เป็นอย่างดี
เขาตั้งใจว่าจะหาโอกาสเล่าเรื่องนี้ให้กับหลี่เจี่ยเหิงฟังเผื่อว่าเลขาสถานทูตหน้าขาวจะสนใจสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมจากจอนได้ได้อีกทางหนึ่ง หนุ่มคนนี้่น่าจะเป็นแหล่งข้อมูลที่ดีได้
เขาตั้งใจว่าจะหาโอกาสเล่าเรื่องนี้ให้กับหลี่เจี่ยเหิงฟังเผื่อว่าเลขาสถานทูตหน้าขาวจะสนใจสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมจากจอนได้ได้อีกทางหนึ่ง หนุ่มคนนี้่น่าจะเป็นแหล่งข้อมูลที่ดีได้
จอนยกมือโบกลาเพื่อนใหม่เมื่อเสียงโทรศัพท์เรียกตัวเวทย์บอกให้นำรถไปจอดรอรับคณะเจ้านายที่ด้านหน้าที่ว่าการอำเภอ
ตาคมโตของชายหนุ่มจับอยู่ที่ป้ายทะเบียนรถสีดำที่เคลื่อนห่างออกไป
แต่ก็ยังไม่ลืมยกโทรศัพท์สมาร์ทโฟนคู่ใจมาถ่ายภาพรถคันนั้นเก็บไว้ พลางครุ่นคิดในใจต่อว่าเรื่องราวของขุมทองเขาชัยสนอาจจะไม่ได้จำกัดอยู่แค่ตำนานพื้นบ้านพัทลุงว่าด้วยขุมทรัพย์โบราณหรือตำนานการทำบุญหุ้มยอดพระธาตุเมืองคอนอย่างที่หลายคนคิด
เขาเดินช้าๆ
ตรงไปที่อาคารที่ว่าการอำเภอคิดในใจ นายอำเภอกับผู้ตรวจคงจะไม่บอกความจริงเรื่องคณะเจ้าหน้าที่ของจีนเดินทางมาพบด้วยเรื่องทอง
หากว่าเขาต้องการเปิดเผยการเดินทางมาก็คงเรียกนักข่าวที่มีอยู่หลายสำนักเข้าไปถ่ายรูปและแถลงเป็นข่าวแล้ว
และที่สุดก็เป็นไปตามที่จอนคาดไว้ นายอำเภอกับผู้ตรวจราชการกระทรวงวัฒนธรรมตอบสั้นๆ
เพียงว่าทางเจ้าหน้าที่สถานทูตมากิจการด้านอื่น
ส่วนทางอำเภอและกรมศิลปากรถือโอกาสขอความร่วมมือกรณีมีทองแผ่นที่มีตราประทับอักษรจีนจะขอให้ทางสถานทูตช่วยแปลและตรวจสอบต่อ
จอนรับฟังคำให้สัมภาษณ์ด้วยสีหน้าเรียบเฉย สิ่งที่อยู่ในใจของนักข่าวหนุ่มชายแดนใต้เวลานี้ก็คือ
เหตุใดถึงต้องมีเจ้าหน้าที่จากปักกิ่งบินด่วนเดินทางมาถึงพัทลุงถึงขนาดเตรียมการจะอยู่ในพื้นที่ต่อเนื่องอีกหลายวัน
“มาแบบนี้...ต้องไม่ใช่การเสนอตัวแปลอักษรจีนอย่างปกติธรรมดาอย่างแน่นอน” จอนคิดแย้งในใจแต่ไม่ปริปากโต้เถียงกับแหล่งข่าวผู้เป็นข้าราชการชั้นสูง เพราะโต้ไปก็เสียเวลาเปล่า
“มาแบบนี้...ต้องไม่ใช่การเสนอตัวแปลอักษรจีนอย่างปกติธรรมดาอย่างแน่นอน” จอนคิดแย้งในใจแต่ไม่ปริปากโต้เถียงกับแหล่งข่าวผู้เป็นข้าราชการชั้นสูง เพราะโต้ไปก็เสียเวลาเปล่า
ย่ำค่ำวันนั้นทีมข่าวเทียนธรรมออนไลน์ขับรถเกือบร้อยกิโลเมตรโผเผกลับยังสำนักงานย่านถนนเลียบมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์
อำเภอหาดใหญ่ด้วยความเหนื่อยอ่อน
งานข่าวยุคใหม่ไม่ใช่แค่เขียนและถ่ายภาพเท่านั้นยังต้องทำคลิปวิดีโอ
ตัดต่อคลิปอัพโหลดขึ้นเว็บไซต์
แยกประเด็นที่ได้มาเป็นสกู๊ปเสริมกว่าจะได้กลับบ้านก็ดึกคล้อย
จอนกลับถึงที่พักอาบน้ำเอนหลังบนที่นอน แต่แทนที่จะได้หลับจากความเหนื่อยเพลียมาตลอดทั้งวันสมองของเขากลับยังไม่สงบหมกมุ่นครุ่นคิดกับการเดินทางของคณะทูตจีนและปริศนาอักษรจีนบนแผ่นทองขึ้นมา
พลันนึกบางสิ่งบางอย่างขึ้นมาได้ ชายหนุ่มเด้งตัวขึ้นจากเตียงพุ่งมาที่โต๊ะคอมพิวเตอร์ทำงานมือหนึ่งเปิดเครื่องคอมพิวเตอร์อีกมือคว้ากล้องถ่ายรูปดีเอสแอลอาร์คู่ใจมาเสียบสายโหลดภาพถ่ายวันนี้ออกมา
เพียงไม่นานนักภาพถ่ายเหตุการณ์ที่เขาไปพบเห็นที่จังหวัดพัทลุงก็เรียงรายอยู่หน้าจอ
จอนลุกขึ้นไปต้มน้ำชงกาแฟเพราะคืนนี้เขาคงอยู่ต่ออีกนาน
เมื่อบ่ายก่อนจะกลับเขาตามหาตัวชาวบ้านผู้ที่นำแผ่นทองที่มีตราประทับอักษรจีนมาคืนทางราชการจนพบตัว สอบถามได้ว่าแกชื่อลุงเพื่อมบ้านเดิมอยู่ปากพนังมาปักหลักทำสวนอยู่ชัยบุรีหลายปีแล้ว จอนแนะนำว่าตัวเองเป็นลูกหลานชาวฉวางคนลุ่มน้ำปากพนังชาวเมืองคอนด้วยกัน เท่านี้ก็เป็นจุดเริ่มต้นของการสัมภาษณ์เจาะลึกที่มาจากความยินยอมพร้อมใจของผู้ถูกสัมภาษณ์
ลุงเพื่อม เล่าว่าแกตามคนอื่นไปดูเขาขุดทอง
คนส่วนใหญ่มักจะรุมขุดกันบริเวณที่เจอตุ่มทองเป็นครั้งแรกแล้วก็วงรัศมีการค้นหาออกมาราวสามสี่เมตร
แต่แกไม่เหมือนคนอื่น ลุงแกสังเกตจากร่องรอยการทำงานของรถแบคโฮว่านำดินที่ตักขึ้นไปทางด้านใด
แล้วแกก็สังเกตก้อนดินใหม่ๆ
ก้อนหนึ่งน่าจะเพิ่งถูกขุดขึ้นมาขนาดใหญ่กว่าลูกมะพร้าว
แกจึงเริ่มต้นจากดินก้อนนั้นแล้วก็พบทองคำแผ่นในนั้น 4 แผ่นซ้อนกัน
มีแผ่นหนึ่งที่มีตัวอักษรจีนประทับอยู่แกคิดว่านี่เป็นหลักฐานของแผ่นดินจึงนำแผ่นทองแผ่นนั้นไปคืนทางราชการ...ได้เงินจากการขายคืนเฉพาะแผ่นนี้ไปเกือบหกหมื่นบาท
เมื่อเช้าระหว่างการตั้งโต๊ะรับมอบทองคำจอนไม่สามารถจะถ่ายรูปทองที่ชาวบ้านนำไปคืนต่อทางราชการในระยะใกล้ได้
เห็นแต่ภาพระยะไกล เขาจึงถามลุงเพื่อมว่าได้ถ่ายภาพทองแผ่นนั้นเอาไว้หรือไม่
ลุงเพื่อมพยักหน้ายิ้มบอกว่าลูกชายแกรับราชการเป็นใหญ่เป็นโตอยู่ที่เมืองพิษณุโลกซื้อโทรศัพท์สมาร์ทโฟนไว้ให้ใช้ และแกถ่ายรูปเก็บเอาไว้หลายใบ ตั้งใจว่าจะส่งไปให้ลูกชายดูแต่แกยังส่งไม่เป็น จอนเลยอาสาจะส่งให้ ได้ทั้งภาพและได้ช่วยเหลือแหล่งข่าวคนสำคัญ
ภาพถ่ายตัวอักษรจีนประทับดุนบนแผ่นทองคำฝีมือลุงเพื่อมที่พอจะใช้การได้มีแค่สองภาพที่เหลือถ้าไม่หลุดโฟกัสก็ถ่ายเสียไกลจนมองไม่เห็นรอยอักษร
จอนขอก๊อปปี้ภาพเหล่านั้นมาลุงเพื่อมไม่ว่าอะไรขออย่างเดียวอย่าบอกว่าแกมีทองเก็บไว้อีกสามแผ่น จอนลงทุนสบถสาบานดังๆ
ต่อหน้าแกว่าจะไม่บอกใครเด็ดขาดซึ่งจอนก็ตั้งใจอย่างนั้นจริงๆ
บัดนี้ภาพของตัวอักษรจีนลายยึกยือติดกันเป็นแถวบนทองคำแผ่นอยู่บนหน้าจอคอมพิวเตอร์ของเขา
จอนใช้ความสามารถในการใช้งานโปรแกรมตกแต่งภาพค่อยๆ
เติมเส้นสีลงบนลายอักษรเพื่อให้มองเห็นอักษรได้ชัดเจนขึ้น
วิธีการแบบนี้ต้องขยายภาพใหญ่ขึ้นแล้วใช้ความใจเย็นค่อยๆ
เติมเส้นสีลงไปตาตามลายเดิม
เพราะหากใช้วิธีอื่นเช่นการย้อมหรือทำสลับขั้วสีจากขาวเป็นดำภาพลายเส้นจะกลืนหายไปหมด
เกือบตีสองแล้ว จอนยังนั่งอยู่หน้าจอคอมพิวเตอร์ดวงตากลมใหญ่ใต้คิ้วหนาเข้มจับจ้องยังหน้าจออย่างจดจ่อ
ลายอักษรที่เขาค่อยๆ แกะออกมาทีละเส้นเป็นรูปร่างเกือบเสร็จ เขามองผลงานด้วยความพอใจ
“อย่างน้อยก็พออ่านออกล่ะวะ” จอนคิดในใจ สองฝ่ามือถูกันโดยไม่รู้ตัว
นี่เป็นนิสัยประจำเมื่อใกล้เสร็จงานเขามักจะมีปฏิกิริยาเช่นนี้เสมอทำบ่อยจนเพื่อนร่วมงานสังเกตรู้
เมื่อไหร่ที่จอนเอาสองมือถูกันแปลว่างานของเขาเสร็จแล้ว
กาแฟดำแก้วใหญ่ทำให้เขาตาสว่างอยู่
จอนตกแต่งรายละเอียดภาพให้อ่านง่ายดูชัดเจนขึ้น
จากนั้นก็เปิดอีเมล์ขึ้นมาเขียนอะไรบางอย่างอยู่ครู่หนึ่งแล้วก็กดส่งไป
งานชิ้นสำคัญแล้วเสร็จด้วยดี
งานชิ้นนี้ทำให้เขาหลับตาลงอย่างวางใจไม่มีอะไรติดค้าง เหลือบดูนาฬิกาหัวนอนเกือบตีสามแล้ว
เขาเอื้อมมือปิดไฟชักห่มผ้ามาคลุมเหยียดกายนอนด้วยความสบายใจ
--------------(โปรดติดตามอ่านตอนต่อไป กำหนดออนไลน์ เช้าวันจันทร์ที่ 9 มิ.ย. 2557)
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น