ขุมทองเขาชัยสนตอนที่ 1
นวนิยาย
นวนิยาย
ขุมทองเขาชัยสน
โดย : กุรุ กุเฮน
******
คำนำจากผู้เขียน นวนิยายเรื่องนี้เขียนสด ผู้เขียนจะพยายามอัพเดทขึ้นออนไลน์วันเว้นวันทั้งนี้ขึ้นกับสภาพภารกิจประจำตลอดถึงเวลาเหลือจากเรื่องอื่นๆ เรื่องที่เขียนได้แรงบันดาลใจจากข่าวการขุดพบทองคำจำนวนมากที่จังหวัดพัทลุงซึ่งเป็นข่าวอยู่ตอนนี้ อย่างไรก็ตามท่านพึงระลึกอยู่เสมอว่านี่เป็นแค่นวนิยายที่เป็นการจินตนาการขึ้นมา แม้จะมีชื่อ สถานที่ บุคคล ที่เหมือนหรือละม้ายคล้ายเรื่องจริงอยู่บ้างแต่ก็หาใช่เรื่องจริงไม่ ผู้เขียนเขียนเรื่องนี้ขึ้นเพื่อความบันเทิงส่วนตัวและต่อผู้อ่านที่ชมชอบอ่านเรื่องลักษณะนี้....และยินดีที่จะมีการแชร์หรือแนะนำไปเผยแพร่อ่านต่อโดยที่ไม่เกี่ยวข้องกับการแสวงหารายได้ผลประโยชน์ แต่หากเว็บไซต์ใดหรือท่านใดที่นำส่วนหนึ่งส่วนใดของงานชิ้นนี้ไปหาประโยชน์หรือทำซ้ำโดยที่มิได้นำไปเพียงเพื่อความบันเทิง ผู้เขียนขอสงวนสิทธิ์ที่จะดำเนินคดีตามกฏหมายว่าด้วยทรัพย์สินทางปัญญาต่อไป |
กุรุ กูเฮน (นามปากกา) 5 มิถุนายน 2557
...................................................
ขุมทองเขาชัยสน
โดย : กุรุ กุเฮน
ตอน
: เจ้าหน้าที่สถานทูต
ณ สวนปาล์มหมู่ 6 ต.เขาชัยสน อ.เขาชัยสน จ.พัทลุง แดดเปรี้ยงตอนใกล้เที่ยงสาดประกายแสบตาลงมาจับที่ดินผืนใหญ่สว่างขาวมองลงไปเห็นระยิบแสง ที่ตรงนี้ถูกระดมขุดเป็นหลุมบ่อสูงต่ำ สีแดงน้ำตาลของชั้นดินเบื้องล่างสลับพลิกขึ้นมาด้านบนแทนที่ต้นหญ้าสีเขียว สื่อมวลชนสำนักหนึ่งขนานนามที่ตรงนี้ว่า ขุมทองเขาชัยสน
เมื่อหลายวันก่อนที่นี่เต็มไปด้วยผู้คนมากมายหลายร้อยมารวมตัวกันเอาจอบเสียมเครื่องมือระดมขุดหาขุมทรัพย์ทองคำทั้งแบบแผ่นและทองหลอมเป็นก้อนที่ว่ากันว่ามีมากมายกระจัดกระจายอยู่ทั่วบริเวณ
ด้วยจำนวนผู้คนขนาดนั้นแม้เจ้าของที่ดินจะห้ามปรามเช่นไรก็ทำไม่ได้
ทั้งตำรวจที่โรงพักกับทางอำเภอก็เคยส่งคนมาดูแต่ก็จนปัญญายับยั้งต้องปล่อยให้คนแปลกหน้าหลายร้อยมาปักหลักขุดหาตามสบาย..
บ้างรับซื้อตั้งแต่เช้าจดค่ำ รถราทั้งแต่มอเตอร์ไซด์
เก๋ง ปิกอัพจอดยาวเป็นกิโลไปไกลถึงปากทางถนนดำ
แต่มาวันนี้กลับไม่เหมือนเดิม ที่ดินหลุมบ่อที่เคยคึกคักกลับว่างเปล่าเงียบสงัดเป็นเพราะทางจังหวัดระดมเจ้าหน้าที่ทหารกระจายแถวหน้ากระดานกดดันชาวบ้านออกไปแล้วก็ล้อมเขตหวงห้ามเอาไว้ด้วยท่าทีแข็งขันประกาศว่าใครล่วงล้ำเข้าไปเป็นอันติดคุกแน่
ซึ่งจนบัดนี้ก็ยังไม่มีใครกล้าเอาอิสรภาพตัวเองลองทดสอบดูว่าคำสั่งของเจ้าหน้าที่จะขลังจริงหรือไม่
เจ้าหน้าที่ของกรมศิลปากรมาตั้งโต๊ะรับซื้อทองคำด้วยราคาแพงกว่าท้องตลาดและเตรียมจะเปิดหน้าดินขุดค้นที่แปลงนี้ตามหลักวิชาการในไม่ช้า
เพื่อนบ้านของตาจำเนียนเจ้าของที่แอบเล่าสู่กันว่าตาจำเนียนแกเองได้แต่ทำตาปริบๆ
น้ำท่วมปากไปห้ามใครไม่ได้เพราะแกก็ได้ทองล็อตแรกไปโขอยู่ ว่ากันว่าแบ็คโฮขุดไปเจอตุ่มขนาดย่อม
ตอนแรกก็ไม่รู้ว่าเจอสมบัติ รถก็ยังเดินหน้าขุดและพรวนพลิกดินดันไปมาหลายรอบกว่าจะรู้ว่าเจอขุมทรัพย์
บรรดาทรัพย์สมบัติทองคำในตุ่มก็กระจัดกระจายไปในที่ผืนนั้นอยู่พอสมควร
ถึงกระนั้นแกก็คว้าทองชุดแรกไปมากที่สุด
ไม่มีใครรู้ว่าได้ไปเท่าไหร่แม้กระทั่งไอ้เชียรคนขับแบ็คโฮเพราะมันมัวแต่ขุดดินให้เสร็จตามเงื่อนไขว่าจ้างตกเย็นก็กลับบ้านไป
ตาจำเนียนอาศัยจังหวะช่วงเย็นวันนั้นขุดหาทองอยู่จนเช้า
รุ่งขึ้นมาจึงป่าวระดมญาติพี่น้องให้ช่วยขุดหาเพิ่มจนข่าวหลุดออกไปถึงชาวบ้านคนอื่นในที่สุด
ว่ากันว่าทองก้อนใหญ่ที่ตาจำเนียนเอาไปขายเสี่ยไฉเจ้าของร้านทองในตลาดได้เงินมาร่วมแสนเสี่ยไฉซักไซ้ที่มาของทองอยู่นานด้วยเกรงว่าจะพลาดท่ารับซื้อของโจรเสียเงินเปล่า
ตาจำเนียนจำยอมเปิดปากบอกที่มาที่ไปแล้วนั่นก็ทำให้เสี่ยไฉกลายเป็นหนึ่งในตัวตั้งตัวตีที่ระดมคนมาขุดหาต่อ
ขนาดตั้งโต๊ะรับซื้อกันตรงนั้นเลย
วันนี้นายอำเภอเรียกตาจำเนียนไปประชุมร่วมกับเจ้าหน้าที่ของกรมศิลปากรแต่ยังคงเจ้าหน้าที่ตำรวจทหารเอาไว้ในพื้นที่ห้ามคนเข้าออกอย่างเข้มงวด มีชาวบ้านจากหาดใหญ่ นครศรีฯ
หลายคนที่ไม่รู้ว่าทางการได้กั้นเขตหวงห้ามไว้ขับรถมาแต่เช้าเป็นร้อยกิโลเมตรเพื่อจะมาดูแต่ถูกกั้นอยู่ที่ปากทางเข้าไปไม่ได้
บ่นปอดแปดกลับไป
เมื่อเห็นผู้คนน้อยลง นายดาบตำรวจวัยราวห้าสิบผมหงอกขาวเริ่มแซมเหนือจอนหูในชุดเครื่องแบบสีซีด
ซึ่งกำกับตำรวจลูกพลหนุ่มน้อยสองนายเฝ้าปากทางมาแต่เช้า
เหนื่อยเพลียกับการต้องอธิบายผู้คนซ้ำๆ
แถมมาเจอกับแดดเปรี้ยงไม่ปราณีผู้คนบนผิวโลกซ้ำเข้าไปอีก
รู้สึกได้ทันทีว่าต้องหยุดพักสักครู่ นายดาบถอดหมวกมาโบกรับลมเดินเลี่ยงไปนั่งรับลมอยู่ใต้ต้นยางริมทาง
กำชับลูกพลให้ทำหน้าที่ให้ดี
แต่ยังไม่ทันนั่งได้เต็มก้นสายตาของนายดาบพลันเหลือบเห็นรถตรวจการยี่ห้อดังสีดำสนิทติดฟิล์มมืดค่อยๆ
คลานเข้ามาตามทางน้อย แกส่ายหน้าบ่นพึมพำ
“มาอีกแล้ว....พวกอยากรวยเยอะจริง…”
นายดาบก้มลงหยิบขวดน้ำดื่มจากกองสัมภาระที่ประกอบด้วยกระติกน้ำแข็งและถุงใส่ข้าวห่อยกขึ้นมาดื่มเอนร่างพิงต้นยางเลิกให้ความสนใจกับรถสีดำที่เพิ่งมาถึง
คิดในใจเดี๋ยวลูกพลไล่กลับไปเอง
“ลุงดาบลาภ...ดาบลาภครับ”
เสียงลูกพลหนุ่มน้อยตะโกนเรียกระหว่างที่นายดาบกำลังยกขวดน้ำจ่อริมฝีปาก
“หือ” ดาบลาภจำต้องเหลือบสายตาขึ้นมองไปยังแหล่งต้นเสียงด้วยอารมณ์ขุ่นที่ถูกขัดจังหวะ
แต่เมื่อเห็นท่าทางกวักมือเรียกปนอาการร้อนรนของลูกพลหนุ่มน้อยซึ่งเพิ่งจะจบจากโรงเรียนตำรวจภูธรภาค
9 แสดงว่าต้องมีอะไรพิเศษแน่ ดาบลาภรู้โดยประสบการณ์ทันทีว่านี่ต้องไม่ใช่เรื่องของ
“ชาวบ้าน”
ธรรมดาเสียแล้ว เพราะชาวบ้านปกติธรรมดาจะไม่ดื้อกับเครื่องแบบสีกากี
แกยกหมวกขึ้นสวมหัวรีบวิ่งเหยาะๆ ไปที่ด่านกั้นถนน
รถตรวจการยกสูงสีดำคันนั้นลดกระจกหน้าด้านคนขับลงมา
ดาบลาภยกมือแตะขอบหมวกทำวันทยาหัตถ์ไว้ก่อนตามความเคยชิน อาชีพตำรวจชั้นผู้น้อยถ้าไม่ใช่คนหงอใส่ก็ต้องยอมก้มให้เขาก่อน
นี่เป็นธรรมเนียมของวงการนี้ที่เจ้านายเรียงรายขึ้นจนนับไม่ถ้วนแล้วยังมีเพื่อนของเจ้านาย
นายของเจ้านายอีกทอด ดาบลาภอยู่มานานจนเข้าใจซึ้งสัจธรรมของตำรวจประทวนไปแล้ว
“สวัสดีครับ” ดาบลาภส่งเสียงไปก่อน
ชายผมเกรียนวัยกลางคนอายุราวสามสิบปลายๆ
ดูแล้วต้องอ่อนอาวุโสกว่าเขาแน่ที่นั่งด้านคนขับรถรีบยกมือไหว้กลับส่งยิ้มฟันขาวมา
เป็นที่แปลกใจกับดาบลาภพอสมควรเพราะส่วนใหญ่แล้วคนขับรถคันใหญ่มักจะวางท่าข่มตำรวจแก่ๆ
อย่างเขา
“สวัสดีครับ
ผมมาจากสถานทูตจีนครับ”
ชายหนุ่มหน้าขาวที่นั่งคู่กับคนขับผมเกรียนด้านหน้ารถชะโงกหน้าออกมา
ยื่นเอกสารบัตรประจำตัวให้ ดาบลาภรับมาดูแบบลวกๆ
เพราะบัตรประจำตัวใบนั้นเขียนโดยอักษรภาษาจีนและอังกฤษไม่มีอักษรภาษาไทยอยู่เลย
เห็นแต่ภาพถ่ายของชายหนุ่มที่อยู่หน้ารถ ...ไวเท่าความคิดดาบลาภขยับห่างจากรถอ้อมไปดูป้ายทะเบียนหน้ารถเป็นป้ายสีฟ้าสำหรับรถของสถานทูตจริง
ที่ด้านหน้ารถด้านขวามีธงขนาดเล็กถูกหุ้มอยู่จะแสดงออกใช้เมื่อมีงานพิธี
“เอ่อ...มีอะไรให้ช่วยครับ” น้ำเสียงดาบลาภอ่อนลงกว่าเดิมแต่กระนั้นก็ยังติดสำเนียงทองแดงค่อนข้างแข็งตามแบบฉบับคนท้องถิ่นปักษ์ใต้
ชายหนุ่มหน้าขาวเจ้าหน้าที่ทูตตอบกลับด้วยภาษาไทยกลางค่อนข้างชัดกลับมาว่า
“ผมกับคณะต้องการเข้าไปดูสถานที่ขุดพบทองคำครับคุณตำรวจ แค่ไปดูจุดที่ตั้งเฉยๆ”
“ผมกับคณะต้องการเข้าไปดูสถานที่ขุดพบทองคำครับคุณตำรวจ แค่ไปดูจุดที่ตั้งเฉยๆ”
ดาบลาภชักลังเลขึ้นมาเพราะเขาได้รับคำสั่งให้กันประชาชนทั่วไปไม่ให้เข้าไปยกเว้นหน่วยราชการที่มีหน้าที่
แต่คำสั่งไม่ได้รวมสถานทูตเอาไว้นี่
ยังไม่ทันจะพูดอะไรเสียงของชายหนุ่มหน้าขาวคนเดิมรุกเร้าต่อ “เราได้ข่าวว่าทองคำแผ่นที่พบมีอักษรจีนจึงอยากจะเก็บข้อมูลไปว่าจะเกี่ยวข้องกับเกี่ยวกับประวัติศาสตร์ของจีนด้วยหรือเปล่าเท่านั้นเอง ถ้าเป็นไปได้เราก็จะช่วยแปลให้กับทางการไทย ประเดี๋ยวเสร็จจากตรงนี้เราจะไปพบกับเจ้าหน้าที่กรมศิลปากรที่นัดหมายไว้แล้วด้วยครับ”
เมื่อได้ยินคำว่า “ได้นัดหมายกับเจ้าหน้าที่กรมศิลปากรแล้ว” เรื่องราวก็ง่ายขึ้นมา...
ดาบลาภยิ้มฟันขาวตัดกับหน้าดำเกรียมแดดยกมือแตะหมวกอีกครั้ง
เปิดทางให้รถตรวจการสีดำคันใหญ่ตรงเข้าไปในบริเวณ คนขับรถหนุ่มผมเกรียนส่งเสียงขอบคุณแล้วยกกระจกฟิล์มสีดำทึบปิด
พาเจ้าตรวจการคันใหญ่เคลื่อนออกไปทันที
ทันทีที่รถตรวจการเคลื่อนออกจากด่านกั้น
ชายหนุ่มหน้าขาวด้านหน้าเหลียวตัวมาทางด้านหลัง ส่งภาษาจีนเร็วปรื๋ออธิบายสถานการณ์ให้กับบุคคลที่นั่งอยู่ด้านหลังสองคน ชายชราร่างเล็กในเสื้อเชิ้ตแขนสั้นสีอ่อนพยักหน้าร้องฮ่อๆ
เป็นทีเข้าใจ
ขณะที่ชายร่างใหญ่สวมแว่นกันแดดดำชนิดป้องกันแรงกระแทกแบบที่หน่วยทหารหรือบอดี้การ์ดชอบใช้กันเพียงแค่พยักหน้ารับทราบ
หลี่เจี่ยเหิง ชายหนุ่มหน้าขาวมีตำแหน่งเป็นเลขานุการเอกสถานเอกอัครราชทูตจีนประจำกรุงเทพฯ
เขาเรียนภาษาไทยจากมหาวิทยาลัยปักกิ่งคู่กับรัฐศาสตร์การทูตจากนั้นได้ทุนมาเรียนปริญญาโทที่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยก่อนจะบรรจุเข้ารับการราชการที่สถานกงสุลจีนประจำเชียงใหม่อยู่สองปี
เขาถูกจัดให้เป็นคนรุ่นใหม่ที่เชี่ยวชาญด้านไทยศึกษามากที่สุดคนหนึ่งในกระทรวงการต่างประเทศจีน
เมื่อต้นสัปดาห์ที่แล้วปักกิ่งมีคำสั่งด่วนให้สถานทูตในกรุงเทพฯ รวบรวมข้อมูลข่าวสารการขุดค้นพบทองคำจำนวนมากที่อำเภอเขาชัยสน
จังหวัดพัทลุง
แต่แทนที่ท่านเอกอัครราชทูตจะมอบหมายภารกิจนี้ให้กับฝ่ายข่าวกลับมอบให้หลี่เจี่ยเหิงเป็นผู้รับผิดชอบ
เขาใช้เวลาสองวันเพื่อรวบรวมข่าวสารเข้าแฟ้ม
ด้วยการที่เขาอ่านเขียนภาษาไทยได้คล่องทำให้สามารถเข้าไปดูข่าวสารความเห็นของประชาชนตามบอร์ดแลกเปลี่ยนและโซเชียลมีเดีย
นอกจากนั้นยังยกโทรศัพท์สอบถามจากเพื่อนร่วมชั้นเรียนปริญญาโทที่จุฬาลงกรณ์ซึ่งปัจจุบันรับราชการในสังกัดกรมการปกครองเพื่อสอบถามข้อมูลขั้นตอนของทางราชการไทยเพิ่มเติม
หลี่ได้ยังนัดหมายพบปะผู้ตรวจราชการกระทรวงวัฒนธรรมซึ่งเดินทางลงพื้นที่พัทลุงในเย็นวันนี้ด้วย
หลี่เจี่ยเหิงรู้ด้วยสัญชาติญาณว่างานชิ้นนี้ไม่ปกติธรรมดามากขึ้นเรื่อยๆ
เพราะอีกสองวันต่อมาทางปักกิ่งก็แจ้งให้สถานทูตในกรุงเทพฯเตรียมต้อนรับคณะผู้เชี่ยวชาญร่วมเก็บข้อมูลการค้นพบทองคำที่พัทลุง
ซึ่งก็คือคณะที่เขานำลงพื้นที่ในวันนี้
ศาสตราจารย์ หลิวจ้าว จาก มหาวิทยาลัยเหรินหมินต้าเสีย เป็นคนสบายๆ
ทันทีที่เขาไปรับที่สนามบินศาสตราจารย์ร่างเล็กที่แม้จะใกล้เกษียณแต่ก็ยังกระฉับกระเฉงแข็งแรงผู้นี้ยกมือปฏิเสธไม่ให้เขาหิ้วกระเป๋าให้
แกยืนยันจะลากกระเป๋าใบใหญ่ไปยังรถที่จอดรอรับจากนั้นก็ชักชวนเขาไปหาของอร่อยๆ
กินที่ย่านเยาวราชซึ่งแกเสิร์ชข้อมูลมาก่อนแล้วว่าจะไปที่ไหน
ส่วน พ.ท.ฟู่เซิง ซึ่งเดินทางมาสมทบภายหลังนั้น เจ้าหน้าที่สถานทูตในไทยถูกจำกัดให้ทราบเพียงว่ามาจากกองทัพในเมื่อต้นทางไม่ได้เปิดเผยรายละเอียดอื่นใดมาให้ก็เป็นธรรมเนียมปฏิบัติที่รู้กันว่าไม่ต้องซักถามใดๆ
เหมือนว่าท่านทูตจะคุ้นเคยกับงาน “ลับ”
แบบนี้มาก่อนจึงกำชับหลี่เจี่ยเหิงไม่ให้ล้ำเส้นเข้าไปในวงที่ปักกิ่งและหน่วยเหนือไม่ต้องการให้รับรู้
รถตรวจการแล่นมาถึงบริเวณที่มีการขุดพบ นายเวทย์ พนักงานขับรถเก่าแก่เป็นเจ้าหน้าที่ท้องถิ่นที่ไว้วางใจได้ของสถานทูตหยุดรถลงใต้ร่มไม้ ที่ตรงนั้นมีเจ้าหน้าที่ตำรวจอยู่ 2 นาย มีทหารอีกจำนวนหนึ่งกระจายตามจุดต่างๆ
เหมือนว่าเจ้าหน้าที่บริเวณนี้ทราบข่าวการมาของพวกเขาแล้ว
ตำรวจท้องถิ่นยศจ่านายหนึ่งเดินเข้ามาที่รถกุลีกุจอช่วยเหลือคณะชาวจีน
ศาสตราจารย์หลิวจ้าวใช้หลี่เจี่ยเหิงเป็นล่าม
สอบถามที่มาที่ไปเหตุของการขุดพบ ถามข้อมูลแวดล้อมตลอดถึงลักษณะภูมิประเทศ
ส่วนพ.ท.ฟู่เซิงเดินแยกออกไปตามหลุมบ่อที่ถูกเปิดหน้าดินออกมา
ในมือถือเครื่องตรวจพิกัดดาวเทียมจีพีเอส แล้วก็ยกกล้องขึ้นถ่ายภาพบริเวณรอบๆ
สักครู่ใหญ่ พ.ท.ฟู่เซิง ก็เข้ามาสมทบวงสนทนา ให้หลี่เจี่ยเหิง เป็นล่ามสอบถามนายจ่าตำรวจว่าละแวกใกล้เคียงกันนี้มีคลองหรือแม่น้ำใหญ่หรือเปล่า
นายจ่าตำรวจยกนิ้วขึ้นมาระดับริมฝีปากหันรีหันขวางดูทิศทางอยู่รอบหนึ่งแล้วหันมาบอกด้วยความมั่นใจ
“ทางทิศเหนือมีลำคูเล็กๆ
ไหลลงทะเลสาบได้ห่างจากนี้ไปไม่ถึงห้าร้อยเมตร
ส่วนทางใต้มีคลองเมื่อก่อนตื้นเขินกรมชลประทานมาขุดลอกเมื่อปีกลายคลองนี้ก็ไหลลงทะเลสาบเหมือนกัน...อยากไปดูไหมครับเดี๋ยวผมให้ตำรวจขับนำไป”
พ.ท.ฟู่เซิงตอบรับข้อเสนออย่างรวดเร็ว ดูเหมือนว่านายทหารจากกองทัพบกผู้นี้สนใจสภาพภูมิประเทศมากกว่ารายละเอียดของชนิดทองคำหรือพฤติกรรมที่ขุดพบ
ศาสตราจารย์หลิวจ้าวพยายามสอบถามเรื่องที่มีข่าวว่าแผ่นทองคำมีอักษรจีนประทับอยู่ด้วยและทองคำเหล่านั้นอยู่ในมือใครบ้าง
ทางคณะต้องการแค่ถ่ายภาพอักษรไปเท่านั้นแต่ดูเหมือนว่าเจ้าหน้าที่ประจำที่จุดนี้ไม่มีผู้ใดทราบรายละเอียด
บ้างก็ว่าแผ่นทองที่มีภาษาจีนประทับถูกขายไปยังพ่อค้าคนกลางแล้ว
บ้างก็บอกว่ากรมศิลปากรมาติดต่อรับซื้อกลับให้ไปดูที่อำเภอเพราะขณะนี้ทางกรมศิลปากรและนายอำเภอตลอดถึงกำนันผู้ใหญ่บ้านล้วนแต่อยู่ที่นั่นกัน
อีกหนึ่งชั่วโมงหลังจากนั้น
หลังจากที่ตระเวนถ่ายภาพและไปดูลำคลองใกล้เคียง รถตรวจการสีดำของสถานทูตจีนก็แล่นออกจากพื้นที่ขุดพบทองคำมุ่งหน้าตรงไปยังที่ว่าการอำเภอเขาชัยสน
“คิดว่าใช่ที่นี่ไหม...ผู้พันฟู่เซิง” ศาสตราจารย์หลิวเอ่ยปากถามระหว่างที่รถคันใหญ่กำลังเคลื่อนช้าๆ
บนเส้นทางคอนกรีตสายน้อย
“เทียบจากบันทึกบอกว่าจากหลุมฝังแผ่นทองลงไปทางใต้ราวครึ่งลี้เป็นลำคลองสายใหญ่มุ่งหน้าไปภูเขาหินร้อนเย็น
จุดตรงนี้ก็มีลำคลองจริงๆ ดูจากสภาพเมื่อก่อนน่าจะเป็นน้ำสายใหญ่มากพอที่เรือขนาดกลางจะแล่นเข้ามาถึง
แต่ถ้าจะให้แม่นยำต้องดูจากอักษรประทับบนแผ่นทองจะดีกว่า” พ.ท.ฟู่เซิงตอบคำถามศาสตราจารย์หลิว
“ถ้าที่นี่เป็นจุดที่ถูกต้องแสดงว่ารัฐบาลของเราเข้าใจผิดมาโดยตลอดว่าของสิ่งนั้นอยู่ริมทะเลสาบเขมร
แต่ที่แท้แล้วกลับมาอยู่ที่ทะเลสาบทางภาคใต้ของประเทศไทยต่างหาก” ศาสตราจารย์พูดขึ้นลอยๆ
กึ่งชวนคุยแต่ฟู่เซิงเงียบไปไม่ต่อคำ
หลี่เจี่ยเหิงนั่งเงียบอยู่ตอนหน้ารถฟังคำสนทนาในเรื่องที่ตัวเองยังไม่ได้รับสิทธิ์ให้รู้แม้ว่าตนเองจะร่วมเป็นหนึ่งอยู่ในคณะก็ตาม
ชายหนุ่มนั่งนิ่งฟัง...พยายามปะติดปะต่อเรื่องราว
พ.ท.ฟู่เซิง
หยิบแท็บเล็ตขนาดสิบนิ้วขึ้นมาจากกระเป๋าใช้เวลาไม่นานเปิดโปรแกรมแผนที่ขึ้นมาจากนั้นเขาป้อนพิกัดของจุดที่ขุดพบทองซึ่งบันทึกไว้จากจีพีเอส
ชั่วพริบตาหลังจากนั้นสภาพภูมิประเทศของอำเภอเขาชัยสนและเขตใกล้เคียงก็ปรากฏขึ้นบนจอ
ตัวอักษรระบุสถานที่ต่างๆ เขียนด้วยอักษรจีนทั้งหมด
นายพันโทร่างใหญ่ขยับนิ้วไปมาอีกสองสามครั้งไม่นานก็มีภาพแผนที่อีกชุดหนึ่งขึ้นมาเทียบ
แล้วเขาก็ยื่นจอส่งให้กับศาสตราจารย์หลิว
“โอ...นี่ใช่เลย ภาพเปรียบเทียบระหว่างที่ตั้งของเมืองพระนคร นครวัดนครธมตั้งอยู่ตอนในทะเลสาบเขมร
กับจุดที่ตั้งจังหวัดพัทลุงต้องแล่นเรือข้ามทะเลสาบจากทะเลใหญ่เข้ามาเหมือนกัน มิน่าคนรุ่นก่อนเราจึงสับสน
พุ่งเป้าไปที่เขมรแล้วก็คว้าน้ำเหลวกลับมา”
หลิวจ้าวมองหน้าจอไปพลางพูดให้ความเห็นไปพลาง
“นี่ถ้าหากเราหา
สิ่งนั้น เจอจริงๆ กลับไปคุณคงได้เป็นนายพลเลยสินะ”
ศาสตราจารย์หลิวเย้าพลางส่งแท็บเลตคืนให้คู่สนทนาที่นั่งเคียงกันแต่ดูเหมือนฟู่เซิงจะไม่รับมุกนี้
ขมวดคิ้วทำหน้าเครียดใส่เพื่อนร่วมทีมซึ่งสูงวัยกว่าโดยไม่เกรงใจ
“ผมไม่ชอบการล้อเล่นแบบนี้
โปรดอย่าทำซ้ำอีกนะศาสตราจารย์”
น้ำเสียงของพ.ท.ฟู่เซิง เย็นเยียบพร้อมแฝงความเฉียบขาดจนศาสตราจารย์หลิวรู้สึกได้ถึงรังสีไม่เป็นมิตรจากคู่สนทนา นักวิชาการร่างเล็กผู้ชราห่อตัวลง ปิดปากเงียบ หันหน้ามองออกไปนอกรถ ที่ตอนนี้เข้ามาถึงย่านชุมชนแล้ว
น้ำเสียงของพ.ท.ฟู่เซิง เย็นเยียบพร้อมแฝงความเฉียบขาดจนศาสตราจารย์หลิวรู้สึกได้ถึงรังสีไม่เป็นมิตรจากคู่สนทนา นักวิชาการร่างเล็กผู้ชราห่อตัวลง ปิดปากเงียบ หันหน้ามองออกไปนอกรถ ที่ตอนนี้เข้ามาถึงย่านชุมชนแล้ว
![]() |
“ถ้าที่นี่เป็นจุดที่ถูกต้องแสดงว่ารัฐบาลของเราเข้าใจผิดมาโดยตลอดว่าของสิ่งนั้นอยู่ริมทะเลสาบเขมร แต่ที่แท้แล้วกลับมาอยู่ที่ทะเลสาบทางภาคใต้ของประเทศไทยต่างหาก” ศาสตราจารย์พูดขึ้นลอยๆ |
(โปรดติดตามตอนต่อไป)
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น