โดย กุรุ กุเฮน
จดหมายเหตุปลายราชวงศ์หยวนชิ้นหนึ่งกล่าวถึงนครเส็งซีตั้งอยู่บนคาบสมุทรในทะเลใต้มีผู้ครองชื่อว่าพระเจ้ากรุงเซียะโท้ว เมื่อประมาณพันสี่ร้อยปีมาแล้วเซียะโท้วแห่งทะเลใต้ส่งเครื่องบรรณาการไปถวายจักรพรรดิของเรา
อาณาจักรแห่งนี้มีพรมแดนทางทิศใต้จดโฮโลตัน เข้าใจว่าคือรัฐกลันตันของมาเลเซีย
ทิศเหนือเป็นท้องทะเลใหญ่ การเดินทางต้องลากจูงเรือจากทะเลใหญ่เข้าไปตามลำน้ำ....เชื่อว่าเส็งซี ก็คือ ซิงกอร่า หรือ สงขลา-พัทลุง
ตอน
: นิทานของศาสตราจารย์หลิว
สถานกงสุลใหญ่สาธารณรัฐประชาชนจีนประจำจังหวัดสงขลา
อาหารเที่ยงที่ท่านกงสุลใหญ่จัดเลี้ยงศาสตราจารย์หลิวจ้าวและพ.ท.ฟู่เซิงมื้อนี้เป็นไปอย่างเรียบง่าย
ทางสถานกงสุลสั่งอาหารไทยจากภัตตาคารมีชื่อมาสี่ห้าอย่างแม้นี่ไม่ใช่งานเลี้ยงต้อนรับอย่างเป็นทางการเป็นเพียงการร่วมรับประทานอาหารระหว่างการพบปะหารือแต่ถึงกระนั้นก็ยังหรูหรากึ่งแบบแผน
ท่านกงสุลยกแก้วคารวะทักทายแขกผู้มาเยือนสันถวะด้วยไมตรีพูดคุยอย่างออกรส หลี่เจี่ยเหิงผู้มีอาวุโสน้อยสุดนั่งเงียบอยู่มุมโต๊ะนิ่งฟังการสนทนา
ท่านกงสุลใหญ่ถามถึงการเดินทางจากกรุงเทพฯ
ศาสตราจารย์หลิวบอกว่าสนุกดีเพราะได้พบเห็นทิวทัศน์สภาพบ้านเรือนผู้คนทางตอนใต้ของประเทศแห่งนี้เสียอย่างเดียวที่อากาศร้อนไปหน่อย
ครั้นกงสุลถามเรื่องที่ได้แวะดูการขุดหาทองคำเขาชัยสนที่จังหวัดพัทลุง พ.ท.ฟู่เซิง
รีบชิงเล่าเองบอกอย่างรวบรัดเพียงว่าไปดูสถานที่จริงเพียงห้านาทีแล้วไปพบกับเจ้าหน้าที่รัฐบาลไทยเสนอตัวให้ความช่วยเหลือด้านการแปลหากว่าทางการไทยต้องการ
หลี่เจี่ยเหิง
สังเกตอากัปกิริยาของวงสนทนารับรู้ได้ว่าท่านกงสุลใหญ่สงขลาเองก็ไม่รู้รายละเอียดภารกิจของคณะที่มา
เหมือนท่านกงสุลได้รับข้อมูลเพียงศาสตราจารย์หลิวกับผู้พันฟู่จะเดินทางมาตรวจสอบข่าวการพบทองคำที่ภาคใต้ของประเทศไทยว่าเกี่ยวข้องกับประเทศจีนเพียงใดหน้าที่ของเขาคือให้ความร่วมมือตามที่ร้องขอเท่านั้นจึงเอ่ยปากสอบถามเรื่องราวหลายอย่าง สิ่งที่ พ.ท.ฟู่เซิงร้องขอจากท่านกงสุลก็คือให้ช่วยประกาศเป็นการภายในถึงเครือข่ายพ่อค้าชาวจีนในภาคใต้ว่ามีผู้ยินดีจะรับซื้อแผ่นทองคำที่มีตราประทับเป็นอักษรจีนทั้งหมดเพื่อมาตรวจสอบทางโบราณคดี
งบประมาณส่วนนี้ทางปักกิ่งจะรับผิดชอบทั้งหมด ท่านกงสุลรับปากว่าจะดำเนินการให้ หลายปีมานี้สถานกงสุลได้สร้างเครือข่ายผู้คนเอาไว้จำนวนไม่น้อยโดยเฉพาะในกลุ่มธุรกิจการค้าของคนเชื้อสายจีน
หลี่เจี่ยเหิงเริ่มรู้สึกอึดอัดมากขึ้นทุกขณะเพราะภารกิจที่รับมอบหมายให้เป็นล่ามและอำนวยความสะดวกให้กับคณะดูเหมือนง่ายแต่แท้จริงเต็มไปด้วยรายละเอียด
ในเมื่อเขาไม่รู้เป้าหมายที่แท้จริงของศาสตร์จารย์หลิวและผู้พันฟู่ก็ยากจะวางแผนต่างๆ
ให้สอดคล้อง หลายวันมานี้เพียงรับคำสั่งไปปฏิบัติตาม
วันนี้เจ้าหน้าที่สถานกงสุลที่สงขลาสอบถามเขาเกี่ยวกับเรื่องที่เดินทางมา
เขาเองแทบตอบอะไรไม่ได้เลย
สิ่งที่หลี่เจี่ยเหิงรู้ก็แต่เพียงคณะที่มามีเป้าหมายอยู่ที่ข่าวของการพบทองคำที่เขาชัยสนซึ่งอาจจะมีสิ่งสำคัญบางสิ่งบางอย่างเกี่ยวข้องกับประเทศจีน
เจ้า “ความรู้สึก”ว่ามี
“สิ่งสำคัญบางสิ่งบางอย่าง” ที่เกี่ยวข้องกับประเทศจีนนี่แหละที่รบกวนความรู้สึกของหลี่เจี่ยเหิงตลอดหลายวันมานี้
ที่แท้หลี่เจี่ยเหิงไม่ใช่คนที่มีนิสัยอ่อนน้อมเชื่อฟัง
เขามีความเป็นตัวของตัวเองและกล้าจะเดินในเส้นทางใหม่บนขาตัว ตอนเรียนมัธยมบิดาอยากให้เรียนไปเป็นวิศวกรแต่เขายืนยันเลือกเรียนการทูตและภาษา
ครั้นเรียนจบมาบิดาอยากให้สอบบรรจุเข้าทำงานเลยแต่เขาเลือกขอทุนมาเรียนต่อปริญญาโทในประเทศไทยแล้วค่อยสมัครเข้ารับราชการ
นี่ไม่ใช่เรื่องปกตินักสำหรับธรรมเนียมปฏิบัติของจีนที่บุตรต้องเชื่อฟังคำสั่งของบิดามารดา
จนเขาได้ทำงานในกระทรวงการต่างประเทศมีหน้ามีตานั่นแหละที่บิดามารดาเลิกเซ้าซี้จ้ำจี้จ้ำไชเรื่องเส้นทางอาชีพ
แทนที่เจี่ยเหิงจะได้โล่งใจเป็นตัวของตัวเองบ้าง ที่ไหนได้มารดากลับรบเร้าเมื่อไหร่จะแต่งงานกดดันตัวเขายิ่งกว่าสมัยเรียนหนังสือ
เขาก็ยังดื้อปฏิเสธไม่ทำตามมาจนบัดนี้
ด้วยพื้นฐานนิสัยส่วนตัวลักษณะนี้
หลี่เจี่ยเหิงตั้งใจมุ่งมั่นตั้งแต่เมื่อคืนว่าเขาจะพยายามรู้ให้ได้ว่าภารกิจของศาสตราจารย์หลิวและผู้พันฟู่คืออะไรแน่
“เจี่ยเหิง...คิดอะไรอยู่หรือเห็นนั่งเหม่อลอย เอ้า...พวกเราขอดื่มให้ล่ามกิตติมศักดิ์ประจำคณะผู้มาเยือน”
ท่านกงสุลใหญ่สังเกตเห็นชายหนุ่มท้ายโต๊ะนิ่งเงียบไปไม่มีส่วนร่วมในวงสนทนาเอ่ยทักขึ้น
หลี่เจี่ยเหิง
เก็บอาการสะดุ้งตกใจตื่นจากห้วงคำนึงฝืนยิ้มกลับคืนให้ท่านกงสุลใหญ่ผู้อาวุโสกว่า
จะว่าไปแล้วเส้นทางของเขาคงต้องเดินตามรอยกงสุลใหญ่ท่านนี้
คนรับราชการในกระทรวงการต่างประเทศเช่นเขาย่อมต้องฝันถึงตำแหน่งกงสุลใหญ่ขึ้นไปถึงเอกอัครราชทูตกันทุกคน รีบชูแก้วเบื้องหน้าชูขึ้น
จากนั้นก็เอ่ยตอบตามมารยาท
“ผมนึกถึงตอนไปอยู่ที่สถานกงสุลใหญ่ประจำเชียงใหม่น่ะครับ
ตอนนั้นมีที่ให้เลือกไปสองแห่งคือที่สงขลากับเชียงใหม่ แหม ที่จริงผมน่าจะเลือกมาสงขลาเพราะได้อยู่ใกล้ทะเล
ถ้ารู้ว่าที่นี่เดินออกจากประตูกงสุลแค่นิดเดียวก็ถึงทะเลผมเลือกมาแล้ว...ผมชอบทะเล”
คำตอบของเจี่ยเหิงเรียกเสียงหัวเราะจากผู้ใหญ่บนโต๊ะสนทนาครืนใหญ่
ช่วยให้บรรยากาศการสนทนาว่าด้วยการงานคลี่คลายลงมาเป็นการท่องเที่ยวเดินทางแทน
“ศาสตราจารย์หลิวจะท่องเที่ยวชมรอบทะเลสาบพรุ่งนี้ต้องการคนของกงสุลไปด้วยหรือไม่
อย่างน้อยก็คุ้นเคยกับเส้นทาง” ท่านกงสุลถาม
พ.ท.ฟู่เซิง ชิงตอบแทนด้วยสีหน้าเรียบเฉยตามแบบฉบับตอบว่า
“คงไม่ต้องหรอกท่านกงสุล
พนักงานขับรถคนไทยที่มาด้วยยืนยันว่ารู้จักเส้นทางดี ใช่ไหมเจี่ยเหิง”
เมื่อถูกโยนให้ตอบ หลี่เจี่ยเหิง
ก็ต้องตอบ เด็กหนุ่มขยับร่างนั่งตัวตรงเอ่ยตอบไปด้วยเสียงนอบน้อม
“ใช่แล้วครับ
นายเวทย์คุ้นเคยกับเส้นทางนี้ดี เข้าใจว่าจะเริ่มที่สงขลาข้ามสะพานติณสูลานนท์ซึ่งจะลัดทะเลสาบสงขลาตอนล่างไปทางฝั่งคาบสมุทรเพื่อเลียบทะเลสาบขึ้นไปทางเหนือ
สะพานแห่งนี้ยาวที่สุดในประเทศไทยรวมกันแล้วราวสองกิโลเมตรแม้เทียบไม่ได้กับ *สะพานข้ามทะเลชิงเต่า-ไฮ่วานที่ยาวมากกว่าหลายสิบเท่าแต่ที่นี่ก็สวยงามทีเดียว”
“จุดตรงนี้ใช่ไหมที่เป็นเมืองเก่าสงขลา-พัทลุง” ศาสตราจารย์หลิวถามขึ้นเหมือนรู้มาก่อนแล้วแต่จะยืนยันข้อมูลนั้น
“ถูกต้องแล้วศาสตราจารย์บริเวณที่เรียกว่าหัวเขาแดงปากน้ำของทะเลสาบมีเมืองโบราณตั้งอยู่ถ้าอยากจะดูเดี๋ยวให้คนพาไปได้เลยเพราะอยู่ใกล้จากนี่นิดเดียวเท่านั้น” ท่านกงสุลใหญ่ตอบเอง
“โอ...ดีเลยท่านกงสุล
กินข้าวเสร็จแวะไปดูก็ดี ผมศึกษาจากแผนที่และประวัติที่ตั้งของท้องถิ่นแถบนี้มาก่อนเห็นแต่ภาพถ่ายแผนที่ยังไม่เห็นสภาพจริง
อันที่จริงบรรพบุรุษชาวฮั่นของเราคุ้นเคยกับพื้นที่แถวนี้ดีนะ
คาบสมุทรมลายูเป็นส่วนหนึ่งของเขตที่เราเรียกว่าทะเลใต้ เคยมีทั้งทูต ทั้งหลวงจีน กองเรือเจิ้งเหอ * และพ่อค้าวานิชเดินทางไปมาหาสู่มาก่อน… ไม่แน่นะภาพอักษรประทับบนแผ่นทองคำที่เราเพิ่งสแกนด้วยวิธีพิเศษส่งไปยังปักกิ่งเมื่อเช้าหากว่าผู้เชี่ยวชาญยืนยันว่าเป็นอักษรสมัยหยวน-หมิง** จริงๆ
เมืองสงขลาพัทลุงที่อยู่ในความดูแลของท่านกงสุลอาจจะยกระดับขึ้นมาผูกพันกับหน้าประวัติศาสตร์จีนของเราอย่างที่ไม่มีใครคาดคิดมาก่อน”
ศาสตราจารย์หลิวจ้าวพูดมาถึงตรงนี้ก็สะดุดลงเพราะเสียงห้วนๆ
ของพ.ท.ฟู่เซิง ดังแทรกขึ้นมา
“ศาสตราจารย์หลิวดื่มมากไปหรือเปล่า
ผมว่าศาสตราจารย์น่าจะออกไปเที่ยวชมหัวเขาแดงปากน้ำทะเลสาบได้แล้วนะเพราะตอนบ่ายเราจะไปดูที่อื่นกันต่อ”
เมื่อสิ้นเสียงของพ.ท.ฟู่เซิงทุกคนบนโต๊ะอาหารพลันนั่งนิ่งปิดปากเงียบลอบชำเลืองกันดูว่าใครจะออกหน้าคลี่คลายบรรยากาศ
ทุกคนในโต๊ะเป็นนักการทูตที่มีประสบการณ์ รู้วิธีเจรจาแบบนิ่มนวลแต่วิธีที่พ.ท.ฟู่เซิงใช้
“หยุด”
คู่สนทนา เป็นวิธีการค่อนข้างรุนแรงชนิดไม่เกรงใจกันแม้แต่น้อย
เลยจากขั้นนี้ไปก็เพียงคำตวาดสั่งให้ “หุบปาก” แล้วเท่านั้น
แต่ดูเหมือนศาสตราจารย์หลิวจะเมามายไปแล้วจริงๆ
ไม่ได้ยี่หระสนใจคำพูดของเพื่อนร่วมทีม เบียร์ไทยตราสิงห์บนโต๊ะสำหรับดื่มแกล้มอาหารพร่องไปเกือบขวด
แกหัวร่อฮิฮะไม่แยแสคำสั่งให้หุบปากโดยสุภาพคำสั่งนั้น
ชายชราร่างเล็กยกมือขวาขึ้นนิ้วชี้อยู่เบื้องหน้าโบกไปมาระหว่างอธิบายความ
“ท่านกงสุลเชื่อไหมว่าประเดี๋ยวปักกิ่งก็จะส่งรายงานแจ้งว่าได้ตรวจสอบอักษรบนแผ่นทองคำแล้วยืนยันว่าเป็นตราประทับของราชสำนักหยวนจริง
จากนี้ไปก็หมดภาระหน้าที่ของผมแล้วจึงต้องรีบเที่ยวชมชายทะเลเมืองไทยก่อนกลับนี่ยังไง”
แล้วศาสตราจารย์หลิวก็หันมาทางหลี่เจี่ยเหิง
“เจี่ยเหิง..จะไปเที่ยวชมหัวเขาแดง
ปากน้ำทะเลสาบด้วยกันใช่ไหม
ฉันเพิ่งอ่านพบว่าเมืองเก่าของสงขลาสร้างแบบสถาปัตยกรรมจีนแถมเจ้าเมืองเก่าก็เป็นคนเชื้อสายจีนด้วย
ขอพนักงานช่วยพาแวะชมด้วยได้ไหมท่านกงสุล”
กงสุลใหญ่ยิ้มพยักหน้าตอบรับคำ
กระซิบเบาๆ ข้างหูผู้ช่วยให้จัดเตรียมรถและผู้นำทางให้กับคณะผู้มาเยือน
อากาศบ่ายวันนี้ไม่ร้อนอ้าวเท่าใดบนฟ้ามีเมฆครึ้มลมแรง
การเดินขึ้นสู่เขาหัวแดงจึงสะดวกกว่าที่คาดอย่างน้อยไม่ต้องกางร่มฝ่าแดดร้อนขึ้นไป
พ.ท.ฟู่เซิงสนใจป้อมโบราณที่เรียงรายตามไหล่เขาปลีกตัวแยกไปสำรวจคนเดียว ส่วนศาสตราจารย์หลิวเมื่อขึ้นถึงบนยอดเขาได้ก็ยืนหันหน้ารับลมทะเลนิ่งนานอยู่เช่นนั้น
หลี่เจี่ยเหิงเห็นว่าพักเหนื่อยนานเกินไปแล้วขยับเข้าไปใกล้หมายจะชักชวนเดินชมทิวทัศน์บริเวณอื่นบ้าง
แค่หลี่เจี่ยเหิงเดินเข้าไปใกล้ศาสตราจารย์หลิวก็ชิงพูดขึ้นมาโดยไม่ต้องหันหน้ามาดูว่าเป็นผู้ใดเข้ามา
“เจี่ยเหิง...อยากฟังนิทานไหม”
ยังไม่ทันที่เลขานุการหนุ่มจะตอบศาสตราจารย์หลิวก็ชี้นิ้วไปที่ช่องทะเลแคบๆ
เบื้องหน้า
“นี่เป็นทำเลยุทธศาสตร์สำคัญที่สุดจุดหนึ่งของคาบสมุทรมลายู
เรือที่ผ่านทางน้ำตรงช่องเขานี้จะแล่นเข้าไปยังทะเลสาบอันกว้างใหญ่ตอนใน
ในสมัยโบราณจะหมายถึงพื้นที่หลบมรสุม น้ำกร่อยสำหรับแหล่งอาหาร น้ำจืดจากเทือกเขา
และที่ราบสำหรับเพาะปลูก เขาจึงตั้งป้อมปืนอยู่ตรงจุดนี้”
ศาสตราจารย์หลิวหันกลับมาทางด้านทะเลสาบชี้ทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือแล้วกล่าว...
“โน่น...จุดตรงโน้นก็คืออำเภอเขาชัยสนที่เราไปมาเมื่อวาน
อย่าถามว่าทำไมฉันรู้ เอาเป็นว่าก่อนจะมาเมืองไทยฉันได้ศึกษาข้อมูลมาก่อน
อันที่จริงคิดอยากจะมาตั้งแต่ก่อนมีข่าวการขุดค้นพบทองคำโบราณด้วยซ้ำไป
พื้นที่ตอนในของทะเลสาบด้านนั้นเหมาะสมกับการตั้งหลักแหล่งของชุมชนโบราณมากที่สุดจนกระทั่งการค้าทางเรือเป็นเงินเป็นทองขึ้นมาตัวเมืองจึงขยับย้ายจากแหล่งเพาะปลูกมาอยู่ชายทะเลแทน
คนโบราณเขาอยู่กันด้านในทะเลสาบโน้น”
หลี่เจี่ยเหิงมองตามนิ้วของศาสตราจารย์ที่ชี้ไปยังเส้นขอบฟ้าลิบๆ ที่แลเห็นขอบผืนดินเป็นแนวทอดยาวขึ้นไป
นึกเปรียบเทียบกับแผนเดินทางวันพรุ่งนี้ที่พ.ท.ฟู่เซิงกำหนดว่าจะเดินทางไปยัง
อำเภอปากพะยูน และเกาะนางคำ ซึ่งอยู่ตรงทิศทางที่ศาสตราจารย์ชี้นิ้วไปนั่นเอง
“เมื่อกี้ฉันบอกว่าจะเล่านิทานให้ฟัง....ประเทศของเรายิ่งใหญ่มาก
เรารู้จักท้องที่บริเวณทะเลใต้แถบนี้มานานแล้วก่อนรัฐชาติอาณาจักรเกิดใหม่ไม่ว่าประเทศสยามหรือมลายูก่อกำเนิดเสียอีก
สมัยสามก๊ก ซุนกวนแห่งแคว่นง่อส่งทูตมายังรัฐตอนใต้เพื่อจะผ่านไปยังอินเดีย
ทูตของซุนกวนก็เดินทางมายังพื้นที่แถวนี้ลงเรือด้านทะเลอันดามันข้ามไปอินเดีย”
สมองของหลี่เจี่ยเหิงรีบทบทวนประวัติศาสตร์ที่ร้างมานาน
สมัยสามก๊กเกิดหลังจากราชวงศ์ฮั่นล่มสลายคือเมื่อประมาณ ค.ศ. 200 กว่าๆ
นั่นก็คือประมาณพันเจ็ดร้อยกว่าปีมาแล้ว นักการทูตหนุ่มพยายามจินตนาการเช่นไรก็นึกไม่ออกว่าพื้นที่แถบนี้เป็นเช่นไรในยุคนั้นเพราะก่อนที่เขาจะถูกส่งมาสถานทูตในไทยได้ศึกษาข้อมูลมาบ้างรู้ว่าประวัติศาสตร์ที่คนไทยยึดถือกันเพิ่งเริ่มต้นเมื่อประมาณ
800 กว่าปีมานี้เอง
“สมัยถังมีภิกษุชื่ออี้จิงลงเรือจากกวางตุ้งมาพักอยู่แถวคาบสมุทรแห่งนี้
จากนั้นจดหมายเหตุจีนก็มีบันทึกเรื่องราวเกี่ยวกับดินแดนทะเลใต้มาโดยตลอดต่อมาอีกหลายราชวงศ์
มีจดหมายเหตุปลายราชวงศ์หยวนชิ้นหนึ่งกล่าวถึง นครเส็งซี ตั้งอยู่บนคาบสมุทรในทะเลใต้
มีผู้ครองชื่อว่า พระเจ้ากรุงเซียะโท้ว เมื่อประมาณพันสี่ร้อยปีมาแล้วเซียะโท้วแห่งทะเลใต้ส่งเครื่องบรรณาการไปถวายจักรพรรดิของเรา
อาณาจักรแห่งนี้มีพรมแดนทางทิศใต้จดโฮโลตัน เข้าใจว่าคือรัฐกลันตันของมาเลเซีย
ทิศเหนือเป็นท้องทะเลใหญ่ การเดินทางต้องลากจูงเรือจากทะเลใหญ่เข้าไปตามลำน้ำ เชื่อว่าเส็งซี ก็คือ ซิงกอร่า หรือ สงขลา-พัทลุง นี่เอง.....ราชสำนักจีนไม่ว่าอยู่ที่ฉางอาน
นานกิง ปักกิ่งรู้จักดินแดนทะเลใต้ดีไม่น้อยกว่าดินแดนทะเลทรายด้านตะวันตกของเทือกเขาคุนหลุนที่มีมีคนจีนอพยพมาอยู่นานแสนนาน
นานกว่าที่ใครหลายคนคาดคิด”
หลี่เจี่ยเหิงฟังเรื่องราวที่ศาสตราจารย์หลิวบรรยายในใจคิดจินตนาการตาม
เขาไม่เก่งประวัติศาสตร์แต่ชมชอบวิชาภูมิศาสตร์สถานที่และผู้คนการได้ไปท่องเที่ยวตามสถานที่แปลกใหม่เป็นกิจกรรมที่เขาหลงใหล
การได้ฟังเรื่องราวประกอบภาพทิวทัศน์ท้องทะเลและแนวแผ่นดินด้านในทะลสาบแลเห็นลิบๆ
อยู่โน่นทำให้หลี่เจี่ยเหิงรู้สึกเสียดายที่ตนเองไม่ตั้งใจเรียนวิชานี้เพราะว่ามันทำให้การท่องเที่ยวชมสถานที่มีรสชาติความหมายขึ้นมาในอีกรูปแบบหนึ่ง
อากาศวันนี้เป็นใจให้กับคณะผู้มาเยือน
เมฆครึ้มปกคลุมทั่วฟ้าลมพัดเย็นสบาย
ศาสตราจารย์หลิวเปลี่ยนทิศมายืนเกาะกำแพงอิฐโบราณอีกด้านหนึ่งเพื่อมองทิวทัศน์แนวสนริมหาดทางด้านเมืองสงขลา
แล้วเอ่ยกับชายหนุ่มที่ตามมายืนข้างๆ ต่อจากที่พูดคุยกันเดิม
“เจี่ยเหิงอยากฟังนิทานต่อไหม...เรื่องนี้สนุกยิ่ง”
“อยากสิครับ เป็นคำบรรยายประกอบสถานที่ที่น่าฟังมาก”
“นิทานเรื่องนี้ไม่ใช่สถานที่
แต่เป็นเรื่องสิ่งของกับผู้คน....”
ศาสตราจารย์หลิวเริ่มต้นนิทานเรื่องใหม่หลี่เจี่ยเหิงนิ่งฟังอย่างตั้งใจสัญชาติญาณบอกว่านี่อาจเกี่ยวข้องกับภารกิจลึกลับที่เขาเองก็สงสัยใคร่รู้
“ตอนที่มีการเปลี่ยนราชวงศ์หยวนมาเป็นราชวงศ์หมิงเกิดการลุกฮือแทบทุกหย่อมหญ้า
ผู้คนจับดาบชาวนาจับจอมเสียมสู้กับราชสำนักมองโกล จูหยวนจางนำทัพโค่นล้มฮ่องเต้ราชวงศ์หยวนสถาปนาตนเองเป็นจักรพรรดิหงหวู่ก่อตั้งราชวงศ์หมิง
ว่ากันว่าตอนที่ทัพของกบฏยกเข้าตีเมืองต้าตูจักรพรรดิซุ่นตี้ยกกำลังทั้งหมดแหกด่านหลบหนีขึ้นทางเหนือกลับถิ่นมองโกล
แต่กลับแยกราชโอรสกับดวงตราลัญจกรประจำราชวงศ์หนีไปทางใต้ลงไปถึงกวางตุ้งเผื่อหากว่าถูกจับได้ก็ยังมีเชื้อสายตระกูลฮ่องเต้เหลืออยู่
จูหยวนจางได้บัลลังก์ฮ่องเต้แล้วก็ได้ข่าวส่งทหารออกไล่ล่าจับกุม
องค์ชายของจักรพรรดิซุ่นตี้พร้อมดวงตราลัญจกรจึงลงเรือหลบหนีมายังทะเลใต้”
หลี่เหิงเจี๋ยทราบประวัติศาสตร์ตอนนี้ดีเพราะเคยดูภาพยนตร์เกี่ยวกับจูหยวนจางปฐมฮ่องเต้ราชวงศ์หมิงและเรื่องราวของพรรคบัวขาวมาก่อนนึกเทียบเคียงกับประวัติศาสตร์ของประเทศไทยที่ตนถูกบังคับให้ท่องจำก่อนจะมาประจำสถานทูตที่นี่
นับนิ้วดูแล้วเหตุการณ์ที่ศาสตราจารย์เล่ามาน่าจะตรงกับปลายสมัยสุโขทัย
“แล้วยังไงต่อครับ
ทหารของจูหยวนจางไล่จับโอรสของฮ่องเต้หยวนได้หรือไม่”หลี่เจี่ยเหิงถามต่อ
“ตอนแรกจับไม่ได้องค์ชายพร้อมผู้ติดตามได้สำเภาของพ่อค้าชำนาญทะเลแล่นหนีออกไปไกลลิบลัดทะเลใต้ข้ามมาเพื่อขออาศัยกษัตริย์ท้องถิ่นทะเลใต้ลี้ภัยอยู่ด้วย....”
ศาสตราจารย์หลิวเล่าด้วยน้ำเสียงแผ่วเบาตาทอดไปที่ท้องทะเลกว้างใหญ่เบื้องหน้า
“ดินแดนทะเลใต้ที่ให้ลี้ภัยอยู่ตรงไหน
กษัตริย์ที่ให้ลี้ภัยคือใคร”หลี่เจี่ยเหิงอยากรู้รีบออกปากถาม
ศาสตราจารย์หลิวยิ้มที่มุมปากยังไม่ทันพูดอะไรตอบ... ทันใดเสียงกู่ตะโกนเรียกของผู้พันฟู่ดังแทรกขึ้นมา
หลี่เจี่ยเหิงชะโงกดูเห็นผู้พันยืนอยู่ข้างคนผู้หนึ่งท่าทางเป็นพนักงานเจ้าหน้าที่ของสถานที่แห่งนี้
หลี่เจี่ยเหิงทราบทันทีว่าผู้พันต้องการล่ามรีบวิ่งเหยาะๆ ตรงไปที่นั่น
---------
เชิงอรรถ
*สะพานข้ามทะเลชิงเต่า-ไฮ่วาน เป็นสะพานที่ข้ามทะเลที่ยาวที่สุดในประเทศจีน ยาวกว่า 40 ก.ม.
เชิงอรรถ
*สะพานข้ามทะเลชิงเต่า-ไฮ่วาน เป็นสะพานที่ข้ามทะเลที่ยาวที่สุดในประเทศจีน ยาวกว่า 40 ก.ม.
**กองเรือเจิ้งเหอ – เจิ้งเหอ (หรือกวางตุ้งเรียก แต้ฮั้ว) เป็นผู้บัญชาการทหารเรือจีนในยุคราชวงศ์หมิง การเดินเรือสำรวจทางทะเลในระยะเวลา 28 ปี
กองเรือของเจิ้งเหอออกสำรวจทางทะเลรวม 7 ครั้ง เดินทางมากกว่า 50,000 กิโลเมตร
ท่องต่างแดนมากกว่า 37 ประเทศ เริ่มต้นเป็นครั้งแรกในเดือนกรกฎาคม พ.ศ. 1948 ตรงกับต้นกรุงศรีอยุธยา
***หยวน-หมิง เป็นชื่อราชวงศ์ของจีน ราชวงศ์หยวนมาจากเชื้อชาติมองโกล สถาปนาโดยกุ๊บไลข่านปกครองประเทศจีนระหว่าง พ.ศ. 1814 - 1911 จนถูกชาวฮั่นที่นำโดยจูหยวนจางลุกฮือโค่นล้ม แล้วสถาปนาราชวงศ์หมิง(แปลว่าแสงสว่าง) มาแทน เล่ากันว่าชื่อ “หมิง” ที่แปลว่าแสงสว่างมีส่วนเกี่ยวข้องกับนิกายนับถือไฟและค่ายพรรคลัทธิความเชื่อด้วย
---------
โปรดติดตามตอนต่อไป..กำหนดออนไลน์ บ่ายวันพุธที่ 11 มิถุนายน 2557
***หยวน-หมิง เป็นชื่อราชวงศ์ของจีน ราชวงศ์หยวนมาจากเชื้อชาติมองโกล สถาปนาโดยกุ๊บไลข่านปกครองประเทศจีนระหว่าง พ.ศ. 1814 - 1911 จนถูกชาวฮั่นที่นำโดยจูหยวนจางลุกฮือโค่นล้ม แล้วสถาปนาราชวงศ์หมิง(แปลว่าแสงสว่าง) มาแทน เล่ากันว่าชื่อ “หมิง” ที่แปลว่าแสงสว่างมีส่วนเกี่ยวข้องกับนิกายนับถือไฟและค่ายพรรคลัทธิความเชื่อด้วย
---------
โปรดติดตามตอนต่อไป..กำหนดออนไลน์ บ่ายวันพุธที่ 11 มิถุนายน 2557
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น