วันพฤหัสบดีที่ 15 ธันวาคม พ.ศ. 2559

พระเจ้าธีบอผู้ไม่กล้านั่งบัลลังก์พ่อ





พระเจ้าสีป้อ ผู้ไม่กล้านั่งบนมหาบัลลังก์ของพ่อ

*บัณรส บัวคลี่ 


เรารู้จักกษัตริย์องค์นี้ว่า พระเจ้าธีบอ ทั้งๆ ที่พระนามของพระองค์คือ พระเจ้าสีป้อ มาจากชื่อเมืองสีป้อ ในรัฐฉาน

สีป้อ เป็นลิ้นไต ส่วนพม่าออกเสียง ส.เป็น ธ.หรือ ต.
เมื่ออังกฤษได้พม่า ก็เขียนตามที่พม่าเรียก ว่า Thibaw
ไทยเราแปลชื่อนี้จากภาษาอังกฤษเลยเรียกว่าพระเจ้า ธีบอ



พระเจ้าสีป้อ เป็นกษัตริย์องค์สุดท้าย เสียแก่พม่าเมื่อ 28 พฤศจิกายน พ.ศ.2428 ตรงกับรัชกาลที่ 5 ของสยาม เรื่องราวของพระเจ้าสีป้อกับพระมเหสีที่ดุร้ายนามว่าพระนางศุภยาลัต เป็นที่รู้จักอย่างกว้างขวางมาก่อนโดยเฉพาะจากหนังสือเรื่อง พม่าเสียเมือง ของมรว.คึกฤทธิ์ ปราโมช (ผมเองอ่านแต่เด็กและชอบมาก) ภาพลักษณ์ของพระเจ้าธีบอ – นางศุภยาลัต เป็นอะไรที่ใช้ไม่ได้ เป็นบ่อเกิดของเภทภัย ไม่ลืมตามองว่าโลกเคลื่อนไปถึงไหน มัวแต่เสวยน้ำจัณฑ์ มัวเมากับมเหสีที่เย่อหยิ่ง มีข้าราชบริพารที่ใช้ไม่ได้ จนที่สุดต้องเสียเมืองให้ฝรั่ง

ผมเคารพความเป็นหม่อมคึกฤทธิ์นะครับ ท่านเป็นอัจฉริยะ งานของท่านก็ล้วนแต่ยอดเยี่ยม แต่ก็มีบางชิ้นที่ยังมีข้อที่วิจารณ์ได้ อย่างพม่าเสียเมือง ท่านแปลมาจากอังกฤษที่ไบแอสเป็นประถม ท่านเองก็ไบแอสในฐานะที่เป็นพม่า มันจึงเป็นงานที่มองพม่าชนิดที่ สีป้อและศุภยาลัตชั่วร้ายไม่รู้เรื่องราวอะไรจนเป็นเภทภัยทำให้เสียเมือง

ของจริงมันไม่ถึงขนาดนั้น!


สถานการณ์ขณะนั้น ต่อให้บุเรงนองกลับชาติมาก็เสียเมือง!!


ในยุคนั้นอังกฤษเป็นมหาอำนาจอันดับ 1 เป็นยุคทองของอาณานิคมอังกฤษที่เริ่มตั้งแต่ต้นศตรรษ 19 ยุทธศาสตร์ของอังกฤษครองมหาสมุทรอินเดีย อ่าวเบงกอล มาถึง ยะไข่ เมาะตะมะ ตะนาวศรี ทวาย ปีนัง สิงคโปร์ คุมช่องแคบมะละกา เหลือชวาให้ดัทช์นิดหน่อย ปล่อยอินโดจีนให้ฝรั่งเศส


ดังนั้นพม่าจึงเป็นจิ๊กซอว์ของยุทธศาสตร์ใหญ่ที่อังกฤษไม่ปล่อยแน่ๆ อย่างที่บอก ต่อให้บุเรงนอง อลองพญา กลับชาติมาก็ไม่แน่ว่าจะเสียเมืองเช่นกัน

พระเจ้าสีป้อขึ้นครองราชย์เมื่อ 2421 (1878) ในยุคที่อังกฤษใหญ่บะเริ่มเทิ่มคับโลกแล้ว

อังกฤษได้พม่าตอนล่างครั้งแรกเมื่อ 1826 (2369) ตอนนั้นอังกฤษยังเป็นบริษัทบริติชอีสต์อินเดีย ได้มณีปุระ อัสสัม อาระกัน (ยะไข่- ดินแดนที่ก่อเกิดมรดกโรฮีนจามาจนถึงปัจจุบัน) ตอนที่อังกฤษได้พม่า ตรงกับต้นรัชกาลที่ 3 ความคิดเรื่องการทำให้สมัยใหม่ รู้ทันโลกของชนชั้นนำสยามเกิดขึ้นในยุคนั้นแล้ว เพราะร.3 ท่านค้าขาย ท่านจึงทันโลก พอสวรรคตจึงตรัสเรื่องภัยฝรั่งขึ้นมา ต่อจากนั้นอังกฤษก็ได้พม่าเพิ่มอีก ปี 1852(2395) หลังร.3 สวรรคตปีเดียว


การเสียเมืองของพม่า ไม่ใช่เพราะกษัตริย์ไร้ความสามารถหรือถึงขนาดแหย ขี้เมาหยำเป ไม่เข้าท่าเลยสักอย่างหรอกครับ

ต้องเล่าเรื่องราวปูพื้นก่อน เพราะการจะเข้าใจได้ว่าเมื่อพระเจ้าธีบอขึ้นครองราชย์แล้ว ยังกล้าๆ เกรงๆ พระบารมีของเสด็จพ่อคือพระเจ้ามินดง ขนาดที่ไม่กล้านั่งร่วมพระราชบัลลังก์องค์สำคัญ “ทับรอยพ่อ” แล้วก็ยังเกรงๆ พระบารมีของแม่ยาย พระนางอเลนันดอ ในอีกทางหนึ่ง



ทรงเป็นคนดี ในแง่ของจริยะ พฤติกรรม ศีลธรรม โลกทัศน์ ตามแบบฉบับของชาวพุทธที่ดี แต่ไม่เคยเป็นนักปกครองที่ดี เพราะไม่มีความเป็นราชสีห์ หรือ จิ้งจอกในตัว

คนดี ... มีอำนาจ แต่ใช้อำนาจไม่เป็น

แต่ยังดีที่ เจียมตัว!

*****

พระที่นั่ง บัลลังก์พม่า


พระเจ้ามินดงขึ้นครองราชย์แทนพระเจ้าพุกามแมง หลังจากพม่าเสียพื้นที่ตอนล่างให้อังกฤษแค่ปีเดียว ค.ศ.1853 (2396) หลังจากนั้นอีก 4 ปีก็ทรงย้ายเมืองหลวง 1857 รื้อส่วนใหญ่จากอมรปุระมาสร้าง ปรัชญาความคิดความเชื่อต่างๆ ของพม่าผนวกรวมอยู่ที่นี่

พระราชวังเป็นศูนย์กลางของจักรวาล เชื่อมโลก กับโลกทั้งสาม กษัตริย์ก็คือราชันย์ของพื้นพิภพ แนวคิด Cosmology /

Manadala – มณฑล – มัณฑะเลย์

กำแพงของมัณฑะเลย์เป็นสี่เหลี่ยมจัตุรัส ยาวด้านละประมาณ 1.19 ไมล์ แต่ละด้านมี 3 ประตู ด้านหน้าคือทิศตะวันออก ความน่าสนใจอยู่ตรงที่ ประตูหลักทางเข้ากึ่งกลางทางทิศตะวันออก จะตรงดิ่งไปยังมหาปราสาทตรงใจกลางสี่เหลี่ยม เป็นแนวตรงทะลุออกไปยังประตูหลังทางทิศตะวันตก ยอดมหาปราสาท 7 ชั้นวางตรงใจกลางมหานคร พอดีเป๊ะ แล้วก็มีมหาบัลลังก์ คือ สีหาสนบัลลังก์ Lion Throne ตั้งอยู่

พระราชวังพม่า มีพระที่นั่งหรือบัลลังก์หลายองค์ ...

พระที่นั่งหรือบัลลังก์ของกษัตริย์พม่ายุคคองบอง ที่สืบทอดมาถึงกรุงมัณฑะเลย์ก่อนเสียเมืองมืทั้งสิ้น 9 องค์ แต่มักจะกล่าวกันโดยความเข้าใจว่ามี 8 องค์ เนื่องจากซ้ำกันอยู่ 2 องค์

1. รุปสิงห์-  สีหาสนบัลลังก์ (2องค์) ตั้งไว้ที่มหาปราสาทยอด และตำหนักชัย หลุดดอ เพื่อว่าราชการ/ รับแขกเมือง ไม้ซ้อ

2. หงสาสนบัลลังก์ – รูปหงส์ ไม้ตะเคียน

3. สังขารสนบัลลังก์ – รูปสังข์ ไม้มะม่วง

4. ภมราสนบัลลังก์ รูปผึ้ง ฉลาด ห้องกระจก ที่เรียกกันว่าหอแก้ว ไม้กระวาน

5. คชาสนบัลลังก์ รุปช้าง ไม้จะกา

6. มยุราสนบัลลังก์ นกยูง ไม้ป๊อก

7. มิคาสนบัลลังก์ รูปกวาง มะเดื่อ

8. ปทุมมาสนบัลลังก์ รูปบัว ไม้ขนุน



สีหาสนบัลลังก์ ที่มี 2 องค์ อยู่ที่พระตำหนักพิภพ (แผ่นดิน) กับที่หลุดดอ สำคัญที่สุดอย่างไร ... ขนาดที่พระเจ้าสีป้อไม่กล้าขึ้นนั่ง ไปดูคำอธิบายเรื่องจักรวาลวิทยาของพระราชวังมัณฑะเลย์กัน



สีหสาสนบัลลังก์ โถงท้องพระโรงใหญ่คือสัญลักษณ์ของอำนาจสูงสุดปกครองประเทศ รัฐบาลพม่ายุคใหม่รับสัญลักษณ์ยุคโบราณมาใช้ ในทำเนียบประธานาธิบดี

ย้อนดูประวัติ เพื่อจะเข้าใจสีป้อ




ก็ต้องพยายามเข้าใจพระองค์ล่ะครับ...ว่าทำไมถึงทรงถึงไม่ได้ดั่งใจ-ขนาดนั้น

พระเจ้ามินดง พระบิดาของพระเจ้าธีบอ เป็นผู้สร้างมัณฑะเลย์ ย้ายมาจาก อมรปุระ เป็นกษัตริย์ที่ยิ่งใหญ่พระองค์หนึ่ง สร้างความเจริญและพยายามปรับตัวในท่ามกลางอิทธิพลอังกฤษ และทรงครองราชย์ยาวนานเกือบๆ 26 ปี ...นานมาก

ปัญหาของพระเจ้ามินดงคือ มีลูกมาก และไม่ตั้งใครเป็นทายาท มีพระชายา45 พระองค์ พระราชโอรส 53 พระองค์ พระราชธิดา 81



มารดาของพระเจ้าสีป้อ เป็นตำแหน่งมเหสีรองลงไป ไม่ได้มีเชื้อเจ้าชั้นสูง / ศัพท์แบบไทยๆ คือ เจ้าจอมมารดา ชื่อว่า เลาชี วิกิพีเดียเขียนว่า พระนางลองซี หรือมเหสีแลซา .....

ผมเชื่อว่า ยาขอบ ได้นำชื่อพระมารดาของพระเจ้าสีป้อ ไปเป็นชื่อตัวละครมารดาของจะเด็ด แม่นมของพระเจ้ามังตรา

พระเจ้าธีบอ เจ้าชายหม่องปุ แทบไม่มีความเป็นไปได้ที่จะขึ้นครองราชย์เลย เพราะมารดาเป็นฉาน / ไปบวชเรียน / ธรรมะธรรโม / ในกรอบ แบบแผน /

เลยรู้เจียม ไม่กล้าวัดรอยเท้าบิดา

เหตุผลเสริมอีกข้อหนึ่ง!!

เพราะแม่ยาย คือ พระนางอเลนันดอ ไม่เคยนั่งบนพระที่นั่งองค์นั้น

ระบบของพม่า จะมีมเหสีใหญ่ 4 องค์ ระบบของพม่ายุคคองบอง จะมีการตั้งมเหสีเป็นลำดับไป 4 ลำดับแรก มเหสีเอก หรือพระราชินีจะต้องมาจากเชื้อสายราชวงศ์ เรียกว่า Nanmadaw Mibaya Hkaunggyi ประจำทิศใต้

ในยุคของพระจ้ามินดง มีมเหสีเอก 3 องค์

Sekya Devi ทิศใต้ พระนางนานมาดอว์ เคาก์จี

พระนาง Khin Thair, ทิศเหนือ   พระนางเมาก์นันดอว์ มิพยา

พระนางอเลนันดอ ทิศกลาง

แล้วค่อยๆ ลดลงตามลำดับไป

ราชินีองค์ใหญ่ไม่มีบุตร ตายก่อน / นางอเลนันดอ อยากขึ้น เพราะเกิดในเศวตฉัตรด้วย แต่มินดงไม่ให้ขึ้น ตั้งปลอบใจเป็น Hsinbyumashin หรือนางพญาช้างเผือกแทน

พอพระเจ้ามินดงสวรรคต ศูนย์กลางอำนาจฝ่ายหน้าอยู่ที่อำมาตย์ และฝ่ายในคืออยู่ที่พระนางอเลนันดอ ขั้วอำนาจทั้งสองเข้มแข็งสุดร่วมกันผลักดันพระเจ้าสีป้อขึ้นครองโดยจะต้องจับคู่พระราชินีจากสายของพระนางอเลนันดอเท่านั้น

ในเมื่อพระนางอเลนันดอ ผู้มีบารมีทางการเมืองมากสุดยังไม่เคยนั่งบนสีหาสนบัลลังก์ ผมคิดว่า คนที่เจียมเนื้อเจียมตัวอย่างพระเจ้าสีป้อ ก็คงไม่อยากขึ้นนั่งให้ระคายตาแม่ยายผู้มากบารมีกระมัง

สีหาสนบัลลังก์แห่งกรุงมัณฑะเลย์ มีไว้เพื่อพระเจ้ามินดง เพียงพระองค์เดียว.



(คลิกดูคลิปด้านบน ผมถ่ายภาพพระราชวังมัณฑะเลย์ เน้นที่ตั้งของปราสาทและสีหาสนบัลลังก์มาเล่า เพื่ออธิบายว่ามันเป็นศูนย์กลางจักรวาลอย่างไร)

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น