คำนำ- เมื่อคืนดูภาพยนตร์ขุนรองปลัดชูทาง TPBS แค่รอบนั้นรอบเดียว ระหว่างที่ดูช็อตโน้ตอะไรเรื่อยเปื่อยไปพร้อมกับความคิดแว่บแว่บประเด็นโน้นประเด็นนี้ในแต่ละฉาก ตื่นขึ้นมาวันอาทิตย์(10ก.ค.)บอกกับตัวเองว่า ต้องรีบเขียนสิ่งที่คิดบันทึกไว้ก่อนที่ความจำทั้งหลายจะเลือนไปพร้อมกับเรื่องราวประเดประดังอื่น ๆ ที่จะเข้ามาแทน
ประวัติศาสตร์อาจไม่ใช่ความจริง
เชื่อว่าคำถามแรก ๆของคนที่ดูหนังเรื่องนี้ก็คือ นี่เป็นเรื่องราวในประวัติศาสตร์จริงหรือไม่ ? ในฐานะนักประวัติศาสตร์กำมะลอที่ชมชอบแต่ไม่ลึกซึ้งขอฟันธงว่า ขุนรองปลัดชูก็คล้ายคลึงกับข้อถกเถียงเรื่องความมีอยู่จริงของขุนหญิงโมเมืองโคราช เพราะเรื่องของรองปลัดกรมการเมืองวิเศษไชยชาญคนนี้ถูกบันทึกในพงศาวดารฉบับเดียวก็คือฉบับราชหัตถเลขาที่เพิ่งจะมาเขียนใหม่ (?) กันในสมัยรัชกาลที่ 4 ห่างจากเวลาจริงร่วม 100 ปี ขณะที่พงศาวดารอื่น ๆ ที่ใกล้ชิดเหตุการณ์กว่ากลับไม่ปรากฏคนที่คุ้นเคยกับพงศาวดารไทยย่อมเข้าใจดีอยู่แล้วว่า พงศาวดารไทยคือบันทึกประวัติศาสตร์ของราชสำนักและชนชั้นสูง ไม่ค่อยปรากฏการบันทึกเรื่องราวของอำมาตย์ชั้นผู้น้อยหรือระดับไพร่เป็นเรื่องเป็นราวนัก สำหรับข้อถกเถียงว่าเรื่องของขุนรองปลัดชูที่บันทึกไว้ 2 บรรทัดนั้น “มีจริง” หรือ “น่าเชื่อว่าจริง” หรือไม่ ? ขอยกให้กับผู้เชี่ยวชาญเขาเถียงกันเถิด สำหรับผมเชื่อว่ายิ่งเป็นนักประวัติศาสตร์ใหญ่หรือเป็นผู้เชี่ยวชาญสมควรจะออกตัวไม่ฟันธงรับรอง “ความมีอยู่จริ ง” ของเหตุการณ์นี้ ดังเหตุผลที่กล่าวมา
ดังนั้นประเด็นที่ไม่สมควรจะหยิบมาเถียงกันคือ “มีอยู่จริงในประวัติศาสตร์” หรือไม่? เพราะมันไม่ได้อะไร วนไปมา อย่างดีก็ทำให้เรารู้บริบทการศึกษาประวัติศาสตร์อยุธยาตอนปลายว่ามีหลักฐานชิ้นใดบ้างน้ำหนักของชิ้นใดน่าเชื่อชิ้นใดแค่อ่านประกอบ .. อย่าไปเสียเวลากับประเด็นนี้เลย
ขุนรองปลัดชูในฐานะภาพยนตร์(ที่ดูไม่สนุกอย่างที่หวัง)
ภาพยนตร์เรื่องนี้มี Agenda ที่จะกระตุ้นความรู้สึกร่วมให้เกิดความรักหวงแหนแผ่นดิน เกิดความรักชาติหรือสังคมที่ประกอบขึ้นเป็นรัฐชาติ หรือแม้แต่ใครบางคนอาจจะจัดให้ภาพยนตร์เรื่องนี้อยู่ในกลุ่มโฆษณาชวนเชื่อ Propaganda ของฝ่ายชาตินิยม ฯลฯ ซึ่งมันก็ไม่ได้เป็นเรื่องแปลกประหลาดอะไรเพราะมีสื่อศิลปะมากมายที่ผลิตขึ้นมาเพื่อวัตถุประสงค์นอกเหนือจากความบันเทิงในยุคสมัยที่เกิดความขัดแย้งทางการเมืองระหว่างคนในชาติขนาดที่เรียกว่าเป็นวิกฤต การพยายามเยียวยารักษาหรือสมานความแตกต่างดังกล่าวด้วยสื่อภาพยนตร์ชักจูงให้มองประโยชน์ชาติส่วนรวม กระตุ้นให้เกิดความเสียสละเพื่ออะไรที่มันไม่ใช่เรื่องส่วนตัวล้วนแต่เป็นเจตนาที่ดีทั้งสิ้น
ภาพยนตร์ขุนรองปลัดชูก็เช่นกันที่เนื้อหา การผูกเรื่อง ช่วงจังหวะเวลาของการออกฉายบ่งบอกว่าหนังเรื่องนี้ไม่ได้คิดสร้างขึ้นมาเพื่อความบันเทิงเพียงด้านเดียวอย่างแน่นอน...อย่างไรเสียต้องมีจุดมุ่งหมายทางสังคมการเมืองแอบซ่อนอยู่ และก็น่าเชื่อว่าเจตนาดังกล่าวนั้นเป็นเจตนาที่ดีจริง ๆ
อย่างไรก็ตาม เมื่อเราพูดกันเรื่องภาพยนตร์ หรือหนังในภาษาปากกันแล้ว สิ่งสำคัญสิ่งแรกของภาพยนตร์คือความสนุก เพลิดเพลิน หนังต้องตอบสนองความบันเทิงเป็นหลักก่อนแล้วจึงค่อยมาตอยสนองวัตุประสงค์อื่น ๆ ตามมา
ถ้าถามว่าหนังเรื่องขุนรองปลัดชูสนุกมั้ย ? ตอบเฉพาะในมิติของภาพยนตร์เรื่องหนึ่งผมรู้สึกว่ามันไม่สนุก หนึ่ง-เพราะเรารู้ตอนจบแล้ว สอง-เทคนิคการการเล่าเรื่องก็ไม่ดึงดูดใจมากพอ สาม-เทคนิคที่อาจจะดึงดูดอื่น ๆ เช่นฉากสงครามก็ไม่ยิ่งใหญ่ความสมจริงเท่ากับเรื่องอื่น ๆ ที่ผ่าตาในระยะ 2-3 ปีมานี้ และถ้าตัดเอาฉากใหญ่ออกเหลือแค่ช็อตต่อสู้ แอ๊คชั่นมัน ๆ ประเภทคมดาบปะทะกัน หรือฉากการต่อสู้สวย ๆ ฯลฯ ก็ไม่มีให้เห็น
ความคิดของศตวรรษ21 ในฉากพ.ศ.2300
ผมคิดว่าหนังเรื่องนี้ไม่สนุก แต่ที่สามารถติดตามดูอย่างจดจ่อจนจบเรื่องและกลับมาครุ่นคิดต่อก่อนนอนเพราะผมดูแบบคนเขียนหนังสือ ดูเพื่อจะวิจารณ์ ดังนั้นจึงสามารถติดตามเรื่องที่เขาเล่าต่อเนื่อง
ความสนุกสำหรับกลุ่มที่เป็นคอหนังพีเรียด อาจจะเพ่งเล็งไปที่ความสมเหตุสมผลของเรื่องที่สร้างตัวละครและฉากบนยุคสมัยนั้น ๆ ความสนุกของหนังพีเรียดอยู่ที่ความละเอียดของฉากและความเป็นจริงของยุคสมัยเช่นมีผู้เชี่ยวชาญติว่าภาพยนตร์ท่านมุ้ยจำไม่ได้ว่านเรศวรหรือสุริโยไท มีการเอาฝรั่งลูกโต ๆ ใส่พานในฉากด้วยทั้ง ๆ ในยุคนั้นฝรั่งพันธุ์ที่ว่ายังมาไม่ถึงเมืองสยาม เรื่องขุนรองก็เหมือนกันแม้จะทำภาพขาวดำให้จับผิดสีสันแห่งยุคสมัยยากขึ้นแต่อุปกรณ์ประกอบฉากบางอย่างก็น่าสงสัยว่ามันจะในพ.ศ.ก่อน 2310 หรือเปล่า เช่น ตะเกียงไขที่แบบที่เราเห็นกันเจนตาทั่ว ๆ ไป
กล่าวโดยรวมหนังเรื่องนี้สะท้อนฉากและการแต่งกายต่าง ๆ สมยุคสมัย แต่ดูยังไง ๆ มันก็ไม่ใช่เนื้อหาเรื่องราวยุคสมัยปลายอยุธยา...ยิ่งดูยิ่งเหมือนศตวรรษที่ 21
ขุนรองปลัดชูในหนังเป็นเรื่องราวความคิดและการกระทำของคนยุคใหม่เพียงแต่อาศัยฉากของพ.ศ.2300 เท่านั้นเอง
คนในสมัยนั้นไม่มีสำนึกของ “ชาติ” ที่เป็นรัฐชาติแบบยุคนี้ ขุนรองปลัดชูประกาศเจตนารมณ์ใหม่หลังผ่านความเจ็บปวดผิดหวังกับผู้ปกครองเขาประกาศว่าจะอยู่เพื่อประชาชน(ถ้าจำไม่ผิด) เพื่อแผ่นดินโดยรวม หรือเพื่อไพร่ฟ้าข้าแผนดินทั้งหลายให้อยู่ปกติสุขตามคำกล่าวที่ว่า"ยุคนี้ไม่มีใครเห็นแก่บ้านเมืองจริง ๆ หรอก(ซึ่งรวมเจ้าและอำมาตย์ที่มีอำนาจในเวลานั้นด้วย) ถ้ามีคนแบบขุนรองปลัดชูในยุคนั้นจริง ๆ ความคิดแบบนี้คือขบถแผ่นดินเท่านั้น ไม่ต้องออกไปให้พม่าฆ่าหรอกอยู่ที่วิเศษไชยชาญก็จะมีคนมาประหาร 7 ชั่วโคตรแล้ว
การประกาศผิดหวังกับ “เจ้า” ที่อยุธยา การประกาศเสมือนไม่ “ศิโรราบ” โดยไม่มีข้อแม้เหมือนแต่ก่อน การส้องสุมกำลังฝึกปรือทหาร การยกกำลังออกไปสู้พม่าโดยไม่มีใบบอกหรือคำสั่ง หรือการที่ไพร่แห่งวิเศษไชยชาญทั้ง 400 ยอมออกไปรบ “เพื่อแผ่นดิน” มิใช่ “รบเพื่อมูลนาย” ฯลฯ ล้วนแต่เป็นพฤติกรรมของขบถในยุคนั้นทั้งสิ้น
แต่เราก็มองข้าม “ความสมจริงแห่งยุคสมัย” เหล่านี้ไปเพราะเราเข้าใจในนิยามของภาพยนตร์แบบที่ฮอลลีวูดนิยาม เรามองภาพยนตร์ที่ฉายออกมาด้วยความรับรู้และเข้าใจดีว่านี่เป็นเรื่องแต่ง ที่อาศัยฉากและข้อความในพงศาวดารแค่ 2 บรรทัดมาตอบสนองวัตถุประสงค์บางประการเท่านั้น
เราเข้าใจดีว่าผู้กำกับหรือผู้เขียนบทสามารถหยิบเอาเรื่องราวหนึ่งมา “ตีความใหม่” ไม่ผูกหรือติดอยู่กับกรอบเค้าโครงเดิม ยิ่งของเดิมมีแค่ 2 บรรทัดยิ่งง่ายต่อการจินตนาการใหม่ผูกเรื่องใหม่ขึ้นมา
อย่างไรเสียคนทำก็มีเจตนาดีต่อสังคมโดยรวมแหละว้า !
ห้าวหาญ อาสาไปตายก่อน ?
ผู้สร้างออกแบบให้ขุนรองปลัดชูอยู่ในวัยกลางคนตอนปลายดูจากสีผมน่าจะเกิน 45 ไม่ถึง 50 ยิ่งเสี่ยเช็คขมวดคิ้วตลอดเวลา ขุนรองฯจึงดูเครียดเอาจริงเอาจังและ “แก่” สมใจผู้กำกับ ขุนรองปลัดฯ ที่ปรากฏในพงศาวดารและในท้องเรื่องเป็นกรมการเมือง ซึ่งโดยทำเนียบขุนนางยุคนั้นน่าจะเป็นแค่ขุนนางชั้นประทวน
หนังปูพื้นของเรื่องว่าขุนรองคิ้วขมวดของเราเดินทางเข้ากรุงศรีฯ ไปประสบสภาพการแย่งชิงราชสมบัติระหว่างเจ้าฟ้าอุทุมพร กับ เจ้าฟ้าเอกทัศน์ เกิดการรบรากันเองระหว่างคนไทย ขุนรองปลัดชูคนนี้คงสะเทือนใจกับการแก่งแย่งฆ่าฟันกันเองระหว่างพวกเดียวกันมากขนาดจุดไฟเผาเรือนตัวเอง แล้วก็เกิดอาการซาโตริคิดใหม่ทำใหม่เพื่อคนไทยทั้งแผ่นดิน (ฮา) เป็นขบถเล็ก ๆ กับกรอบความคิดเดิมของขุนนางผู้น้อยที่ไม่ต้องสนใจว่าเจ้านายข้างบนเขาช่วงชิงกันเช่นไร หันมาคิดและทำเพื่อประโยชน์แผ่นดินและประชาชนที่เป็นไพร่ฟ้าข้าแผ่นดินระนาบเดียวกับตัว ต่อจากนั้นก็ซื่อบื้อนำคน 400 นายออกไปรบพม่าไปเจอะพระยารัตนาธิเบศวร์ที่เป็นทัพหนุนก็ร่วมยกไปด้วยกัน พอทราบว่าทัพหน้าของพระยมยมราชที่ตะนาวศรีแตกขุนรองปลัดฯขออนุญาตพระยารัตนาธิเบศวร์ยกไปช่วย แล้วก็ถูกล้อมฆ่าโดยหวังว่าเพื่อยันพม่ารอให้ทัพพระยารัตนาธิเบศวร์ยกมาช่วยทัน...ฉากสุดท้ายที่สะท้อนใจมากคือก่อนขุนรองปลัดชูจะตายก็มองเห็นพระยารัตนาธิเบศวร์ยืนม้าบนยอดเนิน แล้วก็ผละหนีไป เหมือนถูกหลอก...
เป็นการตาสว่างเอาเมื่อสายของนั่งร้านอาสา ! (ฮา)
ผมคิดว่าคนสร้างหนังอยากจะให้ขุนรองปลัดชู เป็น Role Model ของความเสียสละตนเองของการปิดทองหลังพระ ของการอาสาเพื่อส่วนรวม ของความรักชาติตามกรอบของหนังชาตินิยม จุดอื่น ๆ ต่อเชื่อมกันสนิทดีมาติดเอาหน่อยเดียวตรงที่ไม่ทันเกม ไม่ทันเล่ห์ของอำมาตย์ เข้าใจเอาเองว่านี่เป็นชัยภูมิที่เหมาะจะต้านพม่าได้และเข้าใจเอาเองว่าเขาจะยกทัพมาช่วย
ขุนรองปลัดชูและพวก 400 จึงสังเวยทัพพม่าแบบตายตาไม่หลับ ไม่รู้จะเจ็บใจใครดีระหว่างพม่ากับพวกเดียวกันเอง
หากมองจากความคิดของคน 200 ปีก่อน- ขุนรองปลัดชูเป็นพวกขบถต่อกรอบประเพณี มีความคิดแปลกแหวกไปจากคนทั่วไป ประสบความเจ็บแค้นผิดหวังในระบบราชการที่ตนสังกัด ผิดหวังกับเจ้านายผู้ครองแผ่นดินจึงหันมารับใช้แผ่นดินที่หมายถึงประชาชน (หรือชาติในความหมายที่ยังไม่บังเกิด) แล้วยังไม่รู้ประสีประสาในธรรมเนียมทัพ ไม่เท่าทันความคิดคน ตายอย่างมึนงง ตายอย่างไร้ประโยน์ จนกระทั่งคนในอีก 200 กว่าปีต่อมาหยิบมายกย่อง
หากมองจากคนในศตวรรษที่ 21 – นี่คือโมเดลของผู้เสียสละ เป็นบุคคลผู้ยิ่งใหญ่ที่ไม่จำเป็นต้องมีตำแหน่งใหญ่โต บรรศักดิ์แค่ขุน ตำแหน่งรองปลัดกรมการเมืองซึ่งน่าจะอยู่ในทำเนียบขุนนางชั้นประทวนที่ไม่ได้ใหญ่โตอะไรนักหนา แต่กล้าหาญที่จะปฏิเสธความเหลวไหลฟอนเฟะการแก่งแย่งช่วงชิงอำนาจในราชสำนัก หันมาประกาศอุดมการณ์เพื่อส่วนรวมแทน และก็กล้าพอที่จะเอาทัพหยิบมือแค่ 400 ยันพม่าจนตัวตายสังเวยชีวิตให้กับ “ตัวโกง” ตัวจริงที่ไม่ยอมยกทัพไปช่วย เพื่อจะเปรียบเทียบให้เห็นต่อได้อีกว่าประเทศชาติจะสูญสลายเพราะผู้มีหน้าที่ไม่ปฏิบัติหน้าที่ นิสัยเอาตัวรอด หาประโยชน์ให้ตนเอง ฯลฯ หากมองจากความคิดของคน 200 ปีก่อน- ขุนรองปลัดชูเป็นพวกขบถต่อกรอบประเพณี มีความคิดแปลกแหวกไปจากคนทั่วไป ประสบความเจ็บแค้นผิดหวังในระบบราชการที่ตนสังกัด ผิดหวังกับเจ้านายผู้ครองแผ่นดินจึงหันมารับใช้แผ่นดินที่หมายถึงประชาชน (หรือชาติในความหมายที่ยังไม่บังเกิด) แล้วยังไม่รู้ประสีประสาในธรรมเนียมทัพ ไม่เท่าทันความคิดคน ตายอย่างมึนงง ตายอย่างไร้ประโยน์ จนกระทั่งคนในอีก 200 กว่าปีต่อมาหยิบมายกย่อง
ดีกว่าไม่ได้ดู
อย่าคิดว่าเราดูเบรฟฮาร์ทที่จบออกมาแล้วยังตราตรึงอยากดูซ้ำ เพราะนั่นเขาฟอร์มยักษ์และที่สำคัญองค์ประกอบของเรื่องที่ผูกขึ้นมาบนฐานเรื่องจริงที่สมเหตุสมผลพอประมาณอย่างน้อยเขาก็ชัดเจนในอุดมการณ์เสรีภาพของไพร่ แต่สำหรับเรื่องขุนรองปลัดชูยังไม่สามารถชูอุดมการณ์ของตัวเอกให้เด่นชัดขึ้นมาถึงขีดสุด ผมคิดว่าถ้าละเอียดหน่อยตอนที่กำลังตัดสินใจสู้ไม่สู้นั้นเป็นจุดสำคัญที่สามารถแทรก “นามธรรม” ที่ต้องการสื่อในจังหวะนั้นได้
อย่างน้อยก็ดูแล้วรู้สึกสมน้ำสมเนื้อพอ ๆ กับ “นเรศวร3ยุทธนาวี” ทั้ง ๆ ที่ทุนสร้างต่างกันลิบลับ ดูแล้วทำให้ได้คิดต่อ ทำให้นึกถึงสังคมการเมืองปัจจุบันได้ ...ก็คุ้มกับเวลา 2 ชั่วโมงที่ถ่างตาแล้วครับ ดูจบถามตัวเองก่อนเข้านอนว่าได้อะไรจากเรื่องนี้ แวบนั้นตอบตัวเองว่า
ไม่ว่ายุคไหนพวกมีจิตอาสา พวกเอาจริงเอาจัง และพวกเอ็กซ์ตรีม จัดเป็นกลุ่มที่ต้องตายก่อนเพื่อนเสมอ ! (ฮา)

ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น