ภาวะวิกฤตฝุ่นที่กำลังเกิด เป็นโจทย์ที่จับต้องได้ให้กับกระบวนการแปรญัตติร่างกฎหมายอากาศสะอาด ที่กำลังควบรวมร่างต่างๆ กันอยู่ จะต้องสามารถอุดช่องโหว่การบริหารจัดการ เติมเต็มความพยายามแก้ปัญหาที่ต้นเหตุ ไปสู่ความยั่งยืน
กล่าวคือกฎหมายออกมาแล้ว ต้องออกฤทธิ์ให้ได้ ไม่งั้นเสียของเปล่า !!
ประเทศไทยเราไม่ได้ขาดแคลนอำนาจสั่งการ และบทลงโทษเลยนะครับ แค่กฎหมายป่าไม้ที่มี ก็เอาผิดคนเผาป่าได้ สั่งห้ามไม่ให้คนเข้าป่าได้ / กฎหมายอุตสาหกรรมสั่งปิดโรงงานได้ / กฎหมายทั่วไปก็ห้ามเผาในแปลงเกษตรเพราะมันเดือดร้อนคนอื่น ฯลฯ
แล้วเราขาดอะไร ??
นั่นล่ะครับโจทย์ที่ซ่อนอยู่ในการยกร่าง ขอบอกตรงๆ นะครับ ร่างกฎหมายหลายฉบับไม่เข้าใจต้นเหตุปัญหาอย่างลึกซึ้ง เข้าใจทึกทักว่า แค่ให้อำนาจรัฐมนตรีหรือผู้ว่าฯ ประกาศเขตประสบมลพิษฝุ่น แล้วใช้อำนาจสั่งโน่นนี่ ใช้งบฯ แล้วมันจะสำเร็จ ไม่มีทางเลย เพราะกฎหมาย ป้องกันบรรเทาสาธารณภัยฯที่ใช้อยู่ ก็ให้อำนาจลักษณะเดียวกัน
มันไม่ใช่แค่เรื่องอำนาจ หากแต่เป็นประเด็นปัญหาว่าด้วยการอำนวยการ /ปรับ/เปลี่ยน/ป้อง กิจกรรมต่างๆ (ที่มีกฎหมายเฉพาะของตัวเองอยู่แล้ว) ไปสู่เป้าหมายอากาศสะอาด
กิจกรรมที่มีกฎหมายเฉพาะของตัวอยู่แล้ว เช่น ข้่าว ข้าวโพด โรงงานอุตฯ จราจร ป่าไม้ ฯลฯ มันมีปัญหาในตัวของมัน
และระบบราชการไทยก็มีปัญหาแบบแท่ง มีข้อจำกัดเรื่องบูรณาการอำนาจ และพื้นที่ นี่เป็นปัญหามากๆ
ปฏิบัติการใหม่ / ภายใต้กฎหมายใหม่ / อุดช่องโหว่เก่า
ไอ้เรื่องอื่นๆ เช่น สิทธิที่เพิ่มขึ้น หรือ กองทุนฯ มันก็ดี แต่ไม่ใช่โจทย์สำคัญ
ต่อให้มีสิทธิ์มากขึ้น มีกองทุนล้นฟ้า แต่แก้ปัญหาไม่ได้จริง กฎหมายที่อุตส่าห์หลอมรวมช่วยกันผลักดันก็ล้มเหลวเปล่า
18/3/67
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น